วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ธุรกิจต้องช่วยสังคม (Creative Capitalism) จาก มติชน

ธุรกิจต้องช่วยสังคม (Creative Capitalism)โดย สมเกียรติ พงษ์กันทามีข่าวดีว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้ลงมติตั้งกองทุน 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยประชาคมโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาและที่กำลังพัฒนา ในการต่อสู้กับโรคต่างๆ ที่ป้องกันได้ ในงานการศึกษา การสาธารณสุข และความมั่นคงด้านโภชนาการ และได้ตั้งเป้าหมายไว้ให้บรรลุผลเจ็ดปีข้างหน้า ใน พ.ศ.2558และในขณะเดียวกัน ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยโดยสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ก็ได้รณรงค์ให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ได้เข้าใจในบทบาทของตนในความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม (Corporate Social Responsibility, CSR หรือที่บางท่านให้ชื่อว่าบรรษัทอภิบาลนั้น หมายความถึงการดำเนินกิจกรรมขององค์กรธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ซึ่งมีหลายรูปแบบต่างกันตามความเหมาะสมของธุรกิจ โดยมีหลักการที่ไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนประชาชนผู้บริโภค รู้จักแบ่งปันผลประโยชน์ เกื้อกูลประชากรในภาพรวมของสังคมธุรกิจของระบบทุนนิยม มีหลายรูปแบบสำหรับการทำกำไรอย่างเดียวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือที่เรียกกันว่า ทุนนิยมดิบ (Raw Capitalism) นั้น ถือว่าขาดความชอบธรรม และเฮนรี่ พอลสัน รัฐมนตรีการคลังของสหรัฐอเมริกาบอกว่าหมดสมัยแล้ว (Raw Capitalism is a dead end-Henry Paulson, US Treasury Secretary)ทุนนิยมแบบการตลาดอิสระ (Free Marketing Capitalism) ที่ปราศจากการควบคุมดังเช่นปฏิบัติอยู่ในสหรัฐในปัจจุบันนั้น เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เช่นกรณีหนี้สินล้นพ้นตัวที่เกิดขึ้นกับบริษัทเงินทุน วาณิชธนกิจ รวมทั้งแหล่งทุนให้กู้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ เช่น เลห์แมน บราเดอร์ส (Lehman Brothers) เป็นต้นวิกฤตความล้มเหลวของตลาดการเงินระบบทุนนิยมแบบการตลาดอิสระของสหรัฐนี้ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปทั่วทุกมุมโลก เพราะผู้บริหารองค์กรเหล่านั้นขาดความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อประชาคมทั้งสองกลุ่มคือ กลุ่มภายใน ได้แก่ ลูกจ้าง พนักงาน ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นของบริษัท และกลุ่มภายนอก ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า คู่แข่งขัน ชุมชนรอบข้าง และประชาคมโลกที่ได้รับผลกระทบเมื่อ 38 ปีมาแล้ว ใน พ.ศ.2513 ตัวแทนผู้บริโภค ราล์ฟ เนดเดอร์ (Ralph Nader, a consumer advocate) ได้สนับสนุนให้มีตัวแทนประชาชนผู้บริโภคและผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้าไปนั่งในคณะกรรมการของบริษัทผลิตรถยนต์จีเอ็ม (General Motors, GM) ของสหรัฐ และพยายามผลักดันให้บริษัทตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบประชาสังคม (a committee on corporate responsibility)เป็นสาเหตุให้มิลตัน ฟริดแมน (Milton Friedman) ปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลท่านหนึ่งออกมาโต้แย้งว่าความรับผิดชอบของวาณิชธุรกรรมคือการหาเงินแก่องค์กรและเพิ่มกำไรแก่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น (The social responsibility of business is to increase its profits)การโต้แย้งนี้ทำให้ผู้บริหารองค์กรทั้งหลายนำมาเป็นข้ออ้างเข้าข้างตนเองในการทำกำไรให้มากที่สุดในการประชุมทางเศรษฐกิจของโลกที่เมืองดาโวส สวิตเซอร์แลนด์ (Davos, Switzerland) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา บิล เกตต์ (Bill Gates) ได้กล่าวถึงนวัตกรรมใหม่ของทุนนิยมที่เขาเรียกว่า ทุนนิยมแบบสร้างสรรค์ (Creative Capitalism) ที่ให้องค์กรธุรกิจเข้าไปมีส่วนในการช่วยสังคมและประชาคมโลกกลุ่มด้อยโอกาส (To help those who were left behind)เขาเห็นว่าความรับผิดชอบของเราในสังคมนี้มีสองส่วน คือ ส่วนของตัวเองและส่วนที่เห็นแก่ผู้อื่น ส่วนที่เห็นแก่ตัวเองนั้นควรรับภาระเองถ้าสามารถจ่ายได้ แต่ผู้ด้อยโอกาสที่ไม่สามารถจ่ายได้นั้นน่าจะเป็นภาระของรัฐและภาคธุรกิจและการกุศลโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ด้อยพัฒนาทั้งหลาย และเขาได้ทำเป็นตัวอย่างโดยการบริจาคตั้งกองทุน (Bill and Melinda Gates Foundation) และบริหารโครงการการกุศลเหล่านั้นเป็นจำนวนหลายพันล้านเหรียญ ในปีที่ผ่านมากองทุนนี้ได้บริจาคเงินมากกว่า 100 ล้านเหรียญเพื่อช่วยต้านเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย (Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and Malaria)กองทุนนี้ได้ช่วยจ่ายยาที่จำเป็นแก่ประชาชนกว่า 80,000 คนในหลายประเทศและได้ช่วยให้คนกว่า 1.6 ล้านคนได้รับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV tests)หนึ่งในกองทุนเหล่านั้นได้มอบให้สโมสรโรตารี่ จำนวน 100 ล้านเหรียญ เพื่อช่วยขจัดโปลิโอให้ขาดหายไปจากโลก (Rotary"s Polio Eradication Project)หากดูลึกลงไปแล้วจะเห็นว่าระบบทุนนิยมแบบสร้างสรรค์นี้ไม่ใช่ของใหม่แต่ได้เกิดมานานแล้วต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อ 209 ปีมาแล้ว ตัวอย่างเช่นใน พ.ศ.2342 โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) เจ้าของโรงงานปั่นด้ายในสกอตแลนด์ได้ปฏิรูปสังคมอุตสาหกรรมโดยตั้งกองทุนสำหรับคนงานที่เจ็บป่วยและเลิกใช้แรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ขวบ เมื่อถูกประท้วงจากผู้ถือหุ้น เขาได้หาผู้ถือหุ้นใหม่และประกันผลกำไรไว้ที่ร้อยละ 5 ที่เขาเห็นว่ามากพอสมควรและที่เหลือจากนั้น ยกให้เป็นงบฯสวัสดิการของคนงานพ.ศ.2432 มีนายทุนชื่อ แอนดรูว์ คาร์เนกี้ (Andrew Carnegie) เห็นว่าคนมีเงินน่าจะต้องช่วยคนจน (trustee for the poor) ได้สร้างห้องสมุด 2,509 แห่ง และบริจาคร้อยละ 90 ของทรัพย์สินที่มีอยู่ให้การกุศลพ.ศ.2457 เฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ผู้ผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง ได้เปลี่ยนมาตรฐานการครองชีพของคนในโรงงาน จากคนงานมาเป็นลูกค้า โดยเพิ่มค่าแรงให้อีกเท่าตัว มาตรการนี้ได้รับการต่อต้านจากนายทุนทั่วสหรัฐ รวมทั้งนิตยสารนิวยอร์กไทม์ (New York Times) และวอลล์สตรีท (Wall Street Journal)พ.ศ.2503 เดวิด แพคการ์ด (David Packard) เจ้าของธุรกิจคอมพิวเตอร์รุ่นแรกของสหรัฐ ได้กล่าวในการสัมมนาของบริษัทว่า มีคนจำนวนมากได้ทึกทักเอาว่า การตั้งบริษัทขึ้นมานั้นเพื่อทำเงินและสร้างกำไร ก็มีส่วนจริงเพราะต้องทำให้บริษัทอยู่รอด แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นว่า เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือหลายคนร่วมกันตั้งธุรกิจขึ้นเป็นกิจการร่วมกัน เพราะเขาไม่สามารถที่จะทำคนเดียวได้ และการกระทำนั้นถือเป็นการช่วยสังคมส่วนรวมด้วยพ.ศ.2505 เดวิด ร็อกกี้เฟลเลอร์ (David Rockefeller) ประธานธนาคารเชสแมนฮัตตัน (Chase Manhattan Bank)ให้ความเห็นว่า ในอดีตเจ้าของกิจการมีสิทธิเต็มที่ในการใช้ทรัพย์สินทำเงินสร้างกำไรและผลประโยชน์ตามต้องการ แต่ปัจจุบันนี้สังคมได้วิวัฒนาการมาถึงจุดที่ผูกพันกันทำให้ต้องรับภาระของสังคมมากขึ้น ผู้บริหารบริษัทหรือกิจการต้องรับผิดชอบต่อทั้งคนงาน พนักงานองค์กร และประชาชนผู้บริโภคทั่วไปอีกด้วยพ.ศ.2526 บริษัทบัตรเครดิตอเมริกันเอ็กซ์เพรส (American Express, AMEX) ได้เริ่มนโยบายการตลาดแบบมีส่วนร่วมการกุศล (Cause Related Marketing) เพื่อเชิญชวนชักจูงให้ผู้บริโภคและลูกค้าซื้อของที่มีส่วนร่วมในการกุศลด้วย เช่น การหาทุนปฏิสังขรณ์อนุสาวรีย์แห่งสันติภาพ (The Statue of Liberty Restoration Project) ที่ประสบผลสำเร็จด้วยดียังมีหลายตัวอย่างดีๆ เช่น มีบริษัททำขนมและของหวานในอังกฤษร่วมลงทุนกับเกษตรกรชาวกานาปลูกโกโก้เพื่อทำช็อกโกแลต บริษัทผลิตเม็ดกาแฟของสหรัฐ เช่น สตาร์บัคส์ (Starbucks) และพีทส์ (Peet"s) ลงทุนจำนวนมากและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรหลายประเทศในแอฟริกาในการปลูกและผลิตเม็ดกาแฟบริษัทเคมีสุมิโตโม (Sumitomo Chemical) ลงทุนในบริษัทเอทูซีเทกซ์ไทล์มิลส์ ของแทนซาเนีย (Tanzania"s A to Z Textile Mills) เพื่อผลิตมุ้งกันแมลงตั้งเป้าไว้ปีละ 10 ล้านชิ้นบริษัทรองเท้าทอมส์ (Toms) ที่เมืองซานตามอนิกา (Santa Monica based) รัฐแคลิฟอร์เนีย โฆษณาว่าถ้าท่านซื้อรองเท้าหนึ่งคู่ทางบริษัทจะบริจาคหนึ่งคู่แก่เด็กด้อยโอกาสกรณีเหล่านี้น่าจะถือเป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับธุรกิจในประเทศไทยได้บ้าง

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ธรรมของผู้ดีคอลัมน์ ธรรมะ จากข่าวสด

ธรรมของผู้ดีคอลัมน์ ธรรมะวันหยุดพระราชสุธี (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com watdevaraj@hotmail.comธรรมของผู้ดี หรือคุณสมบัติของคนดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 7 ประการด้วยกัน คือ 1.รู้จักเหตุ 2.รู้จักผล 3.รู้จักตน 4.รู้จักประมาณ 5.รู้จักกาล 6.รู้จักบริษัท 7.รู้จักบุคคลประการที่ 1 รู้จักเหตุ หมายถึง รู้เหตุเป็นที่ตั้งที่เกิดของผล ผลดีเป็นความสุขความเจริญ หรือผลไม่ดีเป็นความทุกข์เสื่อม แล้วแต่เหตุ ทำเหตุอย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น ทุกคนต้องการความสุขความเจริญ ไม่ต้องการความทุกข์ความเสื่อม จึงต้องรู้จักตัวเหตุว่าเหตุนี้เป็นที่ตั้งที่เกิดของผลดีหรือผลไม่ดีก่อน เมื่อรู้ว่าเป็นที่ตั้งที่เกิดผลดีจะได้ทำเหตุเช่นนั้น เมื่อรู้ว่าเป็นที่ตั้งที่เกิดผลไม่ดีจะได้ไม่ทำเหตุเช่นนั้น ความเป็นผู้รู้จักเหตุทำให้เป็นคนรู้ดี รู้ชอบ รู้ถูก รู้ผิด ทำให้เป็นคนพินิจพิเคราะห์ไม่ผลีผลามทำไปตามใจประการที่ 2 รู้จักผล เป็นคู่กับประการที่ 1 คือ เหตุ เพราะฉะนั้นผลจึงสำเร็จมาจากเหตุ เหตุเป็นอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น เหตุและผลที่ธรรมชาติกำหนดไว้ถูกต้องเสมอ ไม่ต้องตัดเติม ไม่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง เหตุและผลที่บุคคลกำหนดไว้ไม่แน่นอนว่าจะถูกต้องตรงกันเสมอไป เพราะคนมีกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง นั่นเอง ประการที่ 3 รู้จักตน คือ รู้ว่าตนของตนเป็นมาอย่างไร แต่เดิมเป็นอย่างไร ตอนนี้เป็นอย่างไร ดีกว่าเดิมหรือเท่าเดิมหรือทรามกว่าเดิม ดีนั้นดีเพราะทำอย่างไร ทรามนั้นทรามอย่างไร ตรวจดูตนของตนอยู่เสมอ ไม่ลืมตัวไม่เผลอตัว เมื่อตรวจดูตนของตนอยู่เสมอจะได้ปรับปรุงแก้ไขส่วนที่ไม่ดี ส่งเสริมส่วนที่ดี ปฏิบัติตัวให้เหมาะสมแก่ฐานะ เพศ และวัย ประการที่ 4 รู้จักประมาณ คือ รู้กำหนดความสมควร เหมาะสม ถ้าทำผิดเกินกำหนดความเหมาะสมย่อมเกิดความเสียหาย สิ่งที่เป็นประโยชน์แท้ๆ แต่ผิดประมาณไปย่อมเกิดโทษ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีกำหนดความเหมาะสมอยู่ในตัว คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามใจคน ดังนั้น ต้องปฏิบัติตนให้เข้ากับกำหนดความเหมาะสม ไม่ถือตนเป็นประมาณ คนอยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน หรือเจรจาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จึงจะได้รับผลประโยชน์ที่ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันประการที่ 5 รู้จักกาล ให้การงานกับเวลาสัมพันธ์กัน เวลาใดควรทำสิ่งใดอย่างใด เวลานั้นก็ควรทำสิ่งนั้นอย่างนั้น ทำให้ทันท่วงที มีเหตุการณ์ขัดข้องก็จัดการแก้ไข หรือมีผลประโยชน์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ก็ถือเอาผลประโยชน์ได้ในทันทีทันใด ไม่ชักช้าหรือไม่รีบด่วนเร่งร้อนกว่าเวลาอันสมควร ประการที่ 6 รู้จักบริษัท คือ รู้จักหมู่ชนว่าเป็นคนชนิดไหน ติดต่อร่วมงานกับหมู่ชนนี้จะให้คุณหรือเป็นโทษ ยึดถือเอาความเห็นของหมู่ชนเป็นประมาณ และปฏิบัติตนให้เข้ากับคนทั้งหลายได้ในฐานะเป็นผู้ปกครอง รวมถึงรู้จิตใจความเป็นไปของหมู่ชนในปกครองของตน จึงบริหารการปกครองได้อย่างถูกต้องประการที่ 7 รู้จักชนิดของบุคคล คือ รู้ว่าคนพาลไม่ควรคบ ควรคบหาสมาคมกับบัณฑิต วางใจในคนที่เป็นมิตร ป้องกันภัยจากคนที่เป็นศัตรู กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณแก่ตน ยกย่องคนที่ทำประโยชน์แก่บ้านเมือง ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ในการงาน คนใดมีความรู้เชี่ยวชาญ สามารถในทางไหน ก็ให้คนนั้นปฏิบัติงานตามความรู้ความชำนาญของเขาธรรมของคนดีแต่ละข้อเป็นเหตุให้เกิดความสุขความเจริญ เมื่อปฏิบัติได้ครบทั้ง 7 ข้อก็เป็นเหตุให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้น ผู้มีปัญญาพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า ธรรมของคนดีนี้ใช้ได้ทุกสมัย ไม่ล้าสมัยสักข้อเดียว เพราะฉะนั้นผู้หวังความสุขความเจริญแก่ตนพึงปฏิบัติตามธรรมของคนดีดังกล่าวมา สมด้วยพระคาถาพุทธภาษิตว่า "ธรรมของคนดี ย่อมไม่เข้าถึงความเสื่อมโทรม" คือ ไม่ล้าสมัย ทันสมัยเสมอ

ปลาทู 2 ตัว จาก มติชน

แพทย์เผยกิน "ปลาทู 2 ตัว" ชะลอ "ความแก่" ปลอดโรครุมเร้า เรื่องเร่งด่วนที่ไม่ควรมองข้าม
แพทย์เชี่ยวชาญอายุรวัฒน์นานาชาติแนะ 3 วิธีง่ายๆ ช่วยคนไทยลดสังขารเสื่อมก่อนวัย อย่านอนดึก เลี่ยงแป้งน้ำตาลคุมน้ำหนัก กินผักใบเขียววันละ 5 กำมือ ปลาทู 2 ตัว มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซิตอัพวันละ 30 ครั้ง ฝึกหายใจลึกช่วยสติดีขึ้นชะลอแก่เร็ว
กรณีนายสำอาง สืบสมาน หัวหน้าโครงการวิจัยสุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เปิดเผยผลงานวิจัยคนไทยประสบปัญหาภาวะเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควร สาเหตุจากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจเพิ่มขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมในการบริโภคที่เสี่ยง ขณะที่ชายไทยฮิตเป็นโรคความดันโลหิตและโรคตับ ส่วนหญิงเป็นโรคคอพอกและหืดหอบนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (International Anti-Aging Institute: IAAI) กล่าวว่า การเข้าสู่ภาวะเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควรกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะนำไปสู่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น มีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า ส่งผลต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ
"สาเหตุของภาวะเสื่อมสังขาร แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย คือ 1.ปัจจัยภายในที่เกิดจากการสะสมของความเครียด ยิ่งขณะนี้ปัญหาการเมืองรุมเร้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ ยิ่งทำให้คนไทยมีภาวะเครียดสูงขึ้น การก้าวสู่ภาวะแก่ก่อนวัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก นอกจากนี้ ปัญหาความเครียดจะพบมากในคนเมืองหลวง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะเป็นเมืองที่มีแต่การแข่งขัน มลภาวะสูง และ 2.ปัจจัยภายนอก สภาพแวดล้อม มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภค ที่ส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล กาแฟ จะมีสารที่ทำให้แก่สูงหรือที่เรียกว่า สารอนุมูลอิสระ
"พฤติกรรมการนอนหลับยังทำให้คนไทยแก่เร็วด้วย เนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมนอนช่วงเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป ทั้งๆ ที่เวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อนมากที่สุด คือ ช่วง 4 ทุ่ม และตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า เพราะเป็นช่วงที่ธาตุหนุ่มสาวหรือ โกรท ฮอร์โมน (growth hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตจะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว แต่หากเรานอนหลับหลังจากนั้นก็จะลดการหลั่งของธาตุหนุ่มสาว สังเกตได้ว่าคนกรุงจะแก่เร็วมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะนอนดึกๆ กัน แต่หากลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเสียใหม่ แค่เพียง 1 สัปดาห์ ก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นทันที"
นพ.กฤษดากล่าวว่า สำหรับวิธีชะลอความเสื่อมของสังขารนั้นไม่ยาก ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยใช้วิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า 3 H ประกอบด้วย 1.Healthy Weight รู้จักควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน โดยการเลี่ยงแป้งและน้ำตาล โดยเฉพาะในอาหารจำพวกขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ ส่วนน้ำตาล หลายคนหันมาบริโภคสารให้ความหวานแทน ซึ่งสารเหล่านี้ข้อควรระวังคือ ไม่ควรนำมาประกอบอาหาร หรือถูกความร้อนสูงๆ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งในและต่างประเทศระบุว่า เมื่อสารให้ความหวาน ประเภทน้ำตาลเทียมได้รับความร้อนสูงๆ อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งได้ ดังนั้น การจะบริโภคน้ำตาลเทียมควรเลือกสารให้ความหวานที่ผลิตจากธรรมชาติ อาทิ ชะเอมเทศ หรือหญ้าหวาน เป็นต้น
"2.Healthy diet and Lifestyle บริโภคผักใบเขียวโดยควรบริโภคประมาณวันละ 5 กำมือ และปลาทูอีก 2 ตัว อาหารเหล่านี้จะมีสารอาหารที่ช่วยต้านพวกสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ หรืออนุมูลอิสระได้ และควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และ 3.Healthy Mind คือต้องมีกำลังใจที่ดี มีจิตและสมาธิอยู่กับปัจจุบัน โดยให้ฝึกหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องป่อง และกลั้นหายใจสัก 4 วินาที จากนั้นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกจะช่วยให้มีสติดีขึ้น"
นพ.กฤษดากล่าวว่า ที่สำคัญควรรู้จักฝึกการใช้สมอง 2 ซีกอย่างสม่ำเสมอ เพราะการที่ใช้สมองเพียงซีกเดียวจะทำให้เกิดความเสื่อมตามมา หากเราถนัดมือขวาก็แสดงว่า สมองซีกซ้ายเราเด่น เราต้องทำให้สมองซีกขวาเด่นด้วย โดยการฝึกใช้มือซ้าย หรือให้ฝึกการใช้สัมผัสอื่นๆ ที่เราไม่ถนัด นอกจากนี้การที่เรารู้สึกหิวนิดๆ ก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมามากด้วย เพราะเมื่อร่างกายเริ่มหิวจะสั่งไปที่สมองให้หลั่งสารให้สมองรู้สึกโล่ง จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น การที่รู้สึกดีก็จะทำให้จิตใจดีช่วยชะลอความแก่ไปในตัว
"ที่สำคัญการออกกำลังกายจะช่วยได้มากในเรื่องนี้ ยิ่งการซิตอัพจะทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนขึ้น เพราะจะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ดังนั้น ในแต่ละวันควรซิตอัพอย่างน้อย 30 ครั้ง" นพ.กฤษดา กล่าว และว่า ปัจจุบันคนทำงานนิยมดื่มกาแฟกันมาก ทั้งๆ ที่กาแฟเป็นตัวทำลายความอ่อนเยาว์ แต่จะให้เลิกกาแฟคงยาก ดังนั้น ไม่ควรทานกาแฟเกินวันละ 1 แก้ว หรือควรทานกาแฟเพียงวันละ 2 ช้อนชาก็เพียงพอ ที่สำคัญอย่าลืมว่า กาแฟยิ่งร้อนเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับคาเฟอีนซึ่งเป็นตัวอนุมูลอิสระที่สำคัญ

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทราบหรือไม่ว่าพาราเซตามอล จาก มติชน

ทราบหรือไม่ว่าพาราเซตามอลชนิดฉีดที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยนั้นเป็นยาที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย มีใช้กันเพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลก คือ อินเดีย เนปาล ฟิลิปปินส์ ยูกันดา และสาธารณรัฐจอร์เจีย เป็นยาที่ผลิตขึ้นโดยสูตรตำรับที่ไม่ปรากฏในตำรับยา (ฟาร์มาโคเพีย) 

พาราเซตามอลชนิดกินเป็นยาที่ถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารได้อย่างรวดเร็วและค่อนข้างสมบูรณ์ โดยออกฤทธิ์บรรเทาปวดได้ภายใน 30 นาที ในขณะที่พาราเซตามอลชนิดฉีดไม่มีข้อมูลว่าดูดซึมจากตำแหน่งที่ฉีดยาได้มากน้อยเพียงใด และออกฤทธิ์ได้ภายในกี่นาที

ยาชนิดฉีดเป็นยาที่นำพาราเซตามอลมาละลายในน้ำมัน โดยมีตัวยา 300 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และมียาชา (ลิโดเคน) 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร เป็นส่วนประกอบ เนื่องจากการฉีดยาชนิดที่ละลายในน้ำมันเข้ากล้ามเนื้อจะทำให้ปวดบริเวณที่ฉีด ขนาดยาที่ใช้คือฉีดครั้งละ 1-2 มิลลิลิตร

เนื่องจากยากินถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารได้ร้อยละ 60-98 ผู้ป่วยที่กินพาราเซตามอลครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม (500 มิลลิกรัม 2 เม็ด) จะดูดซึมยาไปใช้ได้ระหว่าง 600-980 มิลลิกรัม ในขณะที่ผู้ป่วยจะได้รับยาไม่เกิน 600 มิลลิกรัม จากการฉีดยา ดังนั้น ผู้ป่วยที่กินพาราเซตามอลจะได้ยาเข้าสู่ร่างกายมากกว่าการฉีดยาอย่างแน่นอน