จุดขาย
เบอร์โทรศัพท์
สาขาอุดรธานี
042-343531
สาขาสกลนคร
087-9490040
สาขานครพนม
042-512403
สาขาธาตุพนม
042-541087
สาขามุกดาหาร
042-611389
สาขาเลิงนกทา
089-2851445
สาขาอำนาจเจริญ
045-451227
สำนักงานใหญ่
045-285534
สถานีขนส่งอุบล
045-285780
จองตั๋วออนไลน์
045-285780
จองตั๋วออนไลน์2
045-285534
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ความเชื่อมั่น เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ทาง "การเมือง" คนละเรื่อง อันเดียวกัน
ที่สำคัญก็คือ ต้องรู้จักจำแนกแยกแยะความต่างระหว่างกระบวนการ "บริหารบ้านเมือง" กับกระบวนการ "บริหารการเมือง" ออกจากกัน และดำเนินไปในลักษณะคู่ขนานอย่างเหมาะสม
จาก มติชน 5พค51
จาก มติชน 5พค51
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วิพากษ์ CSR(จากมติชน)
วิพากษ์ CSR ไทย
โดย เกษม ตั้งทรงศักดิ์ คณะพัฒนาสังคม นิด้า รุ่น 14
เป็นที่ยอมรับว่าเรื่องราวความรับผิดชอบต่อสังคมที่มักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า CSR หรือ (Corporate Social Responsibility) ถือเป็นหนึ่งในกระแสความสนใจของสังคมไทย ที่มีการหยิบยกมาพูดคุยกันมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา เสวนา พูดคุยกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการกล่าวถึงความสำคัญ แนวโน้มและทิศทางของการทำกิจกรรมหรือโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมจนถึงขั้นมีการทำหนังสือว่าด้วยเรื่องของ CSR ออกมาขายกันเป็นเรื่องเป็นราวมากมายทีเดียว
ผู้เขียนในฐานะที่พอมีประสบการณ์และเคยมีส่วนร่วมทำกิจกรรมและโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จะขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อการขับเคลื่อนเรื่องของ CSR ในเมืองไทย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์
ผู้เขียนเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรคือจุดอ่อนจุดแข็งที่ทำให้ CSR ในเมืองไทยถึงเพิ่งมาพูดคุยกันอย่างจริงจังในขณะนี้
ในระยะ 10 กว่าปีที่แล้ว ผู้เขียนสังเกตว่า
ประการที่ 1 เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในสายตาของแวดวงคนทำธุรกิจ การทำกิจกรรมสังคมแทบจะไม่อยู่ในสายตาของผู้นำธุรกิจเลย งาน CSR เป็นเพียงงานที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ไม่เห็นเป็นอะไรธุรกิจก็ยังดำเนินอยู่ได้
ดังนั้น เราจึงเห็นว่า งาน CSR ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร เป็นเพียงงานฝาก งานที่ทำเพราะองค์กรนั้นมองเพียง CSR เป็นเครื่องมือสร้างภาพ สร้างแบรนด์หรือเพื่อมาหักลบกลบเกลื่อนภาพที่ไม่ดีขององค์กรที่กระบวนการทำธุรกิจขององค์กรนั้นๆ ไปสร้างความเสียหายต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชน
ประการที่ 2 ความเข้าใจในทิศทางงาน CSR นั้น ต่างมุ่งไปในลักษณะของการทำบุญทำทาน เป็นงานเชิงสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี แต่ผู้เขียนมองว่าเป็นวิธีการที่ไม่อาจแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้าของสังคมได้
งาน CSR ในสมัยก่อนไม่ได้มุ่งมั่นที่จะทำเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคม ทำกันครั้งสองครั้งก็เลิกรากันไป กิจกรรมหรือโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมที่ผ่านมาจึงไม่จีรังยั่งยืน หรือเปลี่ยนแปลงไปตามผู้นำองค์กรมากกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
งาน CSR มักผูกติดกับตัวบุคคล ไม่ได้เป็น Core หลักขององค์กร งาน CSR เป็นเพียงส่วนหนึ่งอยู่กับฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไม่ได้มองถึงขั้นว่างาน CSR จะเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบันส่งผลให้ปัจจุบันองค์กรจึงประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและการสร้างคนที่จะมาทำงานทางสังคมอย่างจริงจัง
ซึ่งสรุปได้ว่าหลายองค์กรมีความเข้าใจในเรื่องของ CSR เป็นเรื่องผิวเผิน เป็นเรื่องเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ไม่ได้มีการมองแบบบูรณาการ หรือมีเป้าหมายเด่นชัด ปีไหนบริษัทมีกำไรก็ทำ ไม่มีกำไรก็ไม่ทำ ไม่เคยคิดจะทำเป็นรายงานอะไรออกมาให้สังคมรับรู้ เพราะรู้แล้วอาจอายได้
ไม่เพียงเท่านั้น ประการที่ 3 ภายในองค์กร ถูกมองด้วยทัศนคติที่ไม่ดี งาน CSR เป็นงาน ใช้เงิน เสียเงิน ทำแล้วไม่เห็นเม็ดเงิน มีแต่เสียกับเสีย ทั้งๆ ที่หลายกิจกรรม หลายโครงการไม่ต้องใช้เงินก็ทำได้ สมัยก่อนจึงไม่ค่อยมีใครอยากทำงาน CSR เพราะว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเป็นความสูญเปล่า
ทั้งที่หากบริหารจัดการให้เป็น จะเห็นว่างาน CSR กลับมีมูลค่าการลงทุนที่ต่ำกว่างานการตลาด งานการสร้างภาพ สร้างแบรนด์เป็นไหนๆ และมีค่าที่ประเมินไม่ได้
มาถึงวันนี้จึงมีคำตอบว่าทำไม คนในแวดวงธุรกิจจึงโหยหาความรู้เรื่อง CSR ก็เพราะอย่างที่ผู้เขียนบอก 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราไม่มีบุคลากร วิศวกรทางสังคมประจำองค์กร หลายองค์กรขาดคนทำงานด้านสังคม ขาดองค์ความรู้ในเรื่องของการคิด ริเริ่ม ดำเนินการ บริหารจัดการงานด้าน CSR หลายกิจกรรมเกิดแล้วดับ เปลี่ยนผู้นำองค์กรทีก็มาเริ่มต้นกันใหม่ ไม่มียุทธศาสตร์งานพัฒนาสังคม
ทุกวันนี้เราจึงได้แต่พูดกันในเชิงแนวคิด ทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ เราไม่เคยถอดบทเรียนกันมาก่อน จะมีก็มาระยะหลังนี้เอง งาน CSR ใช้ทฤษฎีนำอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้ ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง
เริ่มตั้งแต่ตัวผู้นำองค์กร ตราบใดที่เบอร์หนึ่งขององค์กรไม่เข้าใจความหมายของงาน CSR ที่แท้จริงและถึงจะทำเพราะกระแสสังคม กฎเกณฑ์ กฎระเบียบทางสังคม กระแสความกดดันจากผู้บริโภค โดยไม่อยู่บนความสำนึกและถือความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรก็ยากที่จะทำให้งาน CSR ขององค์กรนั้นๆ เดินไปด้วยดี
นอกจากนี้ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น พื้นที่ ผู้คน หรือ ISSUE ที่จะทำนอกจากผู้นำองค์กรจะเข้าใจ คณะกรรมการบริษัท คนทำงานในองค์กร ไม่ว่าประชาสัมพันธ์คนทำงานด้านบุคลากร บัญชี การเงิน จัดซื้อ คนทั้งองค์กรจะต้องมีความเข้าใจ และเป็นสำนึกในฐานะอะไรก็แล้วแต่จะเป็นผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หัวหน้า คนขับรถ แม่บ้านเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
งาน CSR จึงเป็นงานที่ต้องมองเป็นองค์รวมเป็นเรื่องของการปลูกฝังสร้างจิตสำนึกกับคนทั้งองค์กร จึงจะจีรังยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าจะด้วยแรงกดดันทางสังคมโลก สังคมไทยเมืองไทยเรามีต้นทุนทางสังคมที่ดี เรามีหัวเชื้อของคุณงามความดี การช่วยเหลือเผื่อแผ่ ความรู้จักเมตตา สงสาร ทำอย่างไรที่องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของเมืองไทยจะตระหนักและสำนึกในเรื่องนี้ เพราะตราบใดที่คุณทำธุรกิจมุ่งแสวงหากำไร ประสบความสำเร็จในเรื่องของยอดขาย มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้แล้วคุณจะไปขายของให้ใคร ถ้าสิ่งแวดล้อมเสียหาย สังคมไม่สงบสุข มีแต่ความวุ่นวายแล้วคุณจะค้าขายแบบยั่งยืนได้อย่างไร
ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เกิดมีหน่วยงานกลาง สถาบันการศึกษาหลายแห่งให้ความสนใจและเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่อยากฝากว่า ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลางในเมืองไทยที่มีจำนวนเป็นแสนๆ รายนั้น เราจะช่วยต่อยอดถ่ายทอดความคิด องค์ความรู้และการนำไปใช้ได้อย่างไร องค์กรขนาดใหญ่ในเมืองไทย จำนวน 100 กว่ารายอาจจะเรียนรู้ แสวงหาองค์ความรู้ ช่วยตัวเองได้
ผู้เขียนเห็นว่าหลักไมล์ของการทำงาน CSR ในเมืองไทยวันนี้เราต้องแปรเปลี่ยนจากแนวคิดทฤษฎีมาเป็นหลักสูตรที่นำไปปฏิบัติได้ มีกรอบแนวทางการทำงานของการคิดงาน CSR ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างมีระบบ มีเครื่องมือตรวจ ติดตาม วัดผลได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปเพราะเราเพียงประยุกต์หลักการบริหารจัดการทางธุรกิจซึ่งมีมากมายมาใช้ให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการกิจกรรมและโครงการทางสังคม
และควรมีการสร้างโมเดลงาน CSR ในหลายรูปแบบหลายมิติเพื่อให้องค์กรธุรกิจขนาดกลางและเล็กนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ สังคม ชุมชนที่องค์กรนั้นๆ ตั้งอยู่
ผู้เขียนได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งบรรดา องค์กรท้องถิ่นอย่าง อบต. หรือ อบจ. ในแต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาค ผู้ประกอบการธุรกิจ องค์การทางสังคมต่างๆ จะช่วยกันสร้างสรรค์กิจกรรม โครงการ CSR ดีๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาสังคม ชุมชน รวมทั้งองค์กรในท้องถิ่นกับส่วนกลางจะทำงาน CSR อย่างเป็นกระบวนการ
และเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันเป็นมิติใหม่ของงาน CSR ในเมืองไทย
โดย เกษม ตั้งทรงศักดิ์ คณะพัฒนาสังคม นิด้า รุ่น 14
เป็นที่ยอมรับว่าเรื่องราวความรับผิดชอบต่อสังคมที่มักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า CSR หรือ (Corporate Social Responsibility) ถือเป็นหนึ่งในกระแสความสนใจของสังคมไทย ที่มีการหยิบยกมาพูดคุยกันมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา เสวนา พูดคุยกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการกล่าวถึงความสำคัญ แนวโน้มและทิศทางของการทำกิจกรรมหรือโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมจนถึงขั้นมีการทำหนังสือว่าด้วยเรื่องของ CSR ออกมาขายกันเป็นเรื่องเป็นราวมากมายทีเดียว
ผู้เขียนในฐานะที่พอมีประสบการณ์และเคยมีส่วนร่วมทำกิจกรรมและโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จะขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อการขับเคลื่อนเรื่องของ CSR ในเมืองไทย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์
ผู้เขียนเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรคือจุดอ่อนจุดแข็งที่ทำให้ CSR ในเมืองไทยถึงเพิ่งมาพูดคุยกันอย่างจริงจังในขณะนี้
ในระยะ 10 กว่าปีที่แล้ว ผู้เขียนสังเกตว่า
ประการที่ 1 เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในสายตาของแวดวงคนทำธุรกิจ การทำกิจกรรมสังคมแทบจะไม่อยู่ในสายตาของผู้นำธุรกิจเลย งาน CSR เป็นเพียงงานที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ไม่เห็นเป็นอะไรธุรกิจก็ยังดำเนินอยู่ได้
ดังนั้น เราจึงเห็นว่า งาน CSR ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร เป็นเพียงงานฝาก งานที่ทำเพราะองค์กรนั้นมองเพียง CSR เป็นเครื่องมือสร้างภาพ สร้างแบรนด์หรือเพื่อมาหักลบกลบเกลื่อนภาพที่ไม่ดีขององค์กรที่กระบวนการทำธุรกิจขององค์กรนั้นๆ ไปสร้างความเสียหายต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชน
ประการที่ 2 ความเข้าใจในทิศทางงาน CSR นั้น ต่างมุ่งไปในลักษณะของการทำบุญทำทาน เป็นงานเชิงสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี แต่ผู้เขียนมองว่าเป็นวิธีการที่ไม่อาจแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้าของสังคมได้
งาน CSR ในสมัยก่อนไม่ได้มุ่งมั่นที่จะทำเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคม ทำกันครั้งสองครั้งก็เลิกรากันไป กิจกรรมหรือโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมที่ผ่านมาจึงไม่จีรังยั่งยืน หรือเปลี่ยนแปลงไปตามผู้นำองค์กรมากกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
งาน CSR มักผูกติดกับตัวบุคคล ไม่ได้เป็น Core หลักขององค์กร งาน CSR เป็นเพียงส่วนหนึ่งอยู่กับฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไม่ได้มองถึงขั้นว่างาน CSR จะเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบันส่งผลให้ปัจจุบันองค์กรจึงประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและการสร้างคนที่จะมาทำงานทางสังคมอย่างจริงจัง
ซึ่งสรุปได้ว่าหลายองค์กรมีความเข้าใจในเรื่องของ CSR เป็นเรื่องผิวเผิน เป็นเรื่องเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ไม่ได้มีการมองแบบบูรณาการ หรือมีเป้าหมายเด่นชัด ปีไหนบริษัทมีกำไรก็ทำ ไม่มีกำไรก็ไม่ทำ ไม่เคยคิดจะทำเป็นรายงานอะไรออกมาให้สังคมรับรู้ เพราะรู้แล้วอาจอายได้
ไม่เพียงเท่านั้น ประการที่ 3 ภายในองค์กร ถูกมองด้วยทัศนคติที่ไม่ดี งาน CSR เป็นงาน ใช้เงิน เสียเงิน ทำแล้วไม่เห็นเม็ดเงิน มีแต่เสียกับเสีย ทั้งๆ ที่หลายกิจกรรม หลายโครงการไม่ต้องใช้เงินก็ทำได้ สมัยก่อนจึงไม่ค่อยมีใครอยากทำงาน CSR เพราะว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเป็นความสูญเปล่า
ทั้งที่หากบริหารจัดการให้เป็น จะเห็นว่างาน CSR กลับมีมูลค่าการลงทุนที่ต่ำกว่างานการตลาด งานการสร้างภาพ สร้างแบรนด์เป็นไหนๆ และมีค่าที่ประเมินไม่ได้
มาถึงวันนี้จึงมีคำตอบว่าทำไม คนในแวดวงธุรกิจจึงโหยหาความรู้เรื่อง CSR ก็เพราะอย่างที่ผู้เขียนบอก 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราไม่มีบุคลากร วิศวกรทางสังคมประจำองค์กร หลายองค์กรขาดคนทำงานด้านสังคม ขาดองค์ความรู้ในเรื่องของการคิด ริเริ่ม ดำเนินการ บริหารจัดการงานด้าน CSR หลายกิจกรรมเกิดแล้วดับ เปลี่ยนผู้นำองค์กรทีก็มาเริ่มต้นกันใหม่ ไม่มียุทธศาสตร์งานพัฒนาสังคม
ทุกวันนี้เราจึงได้แต่พูดกันในเชิงแนวคิด ทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ เราไม่เคยถอดบทเรียนกันมาก่อน จะมีก็มาระยะหลังนี้เอง งาน CSR ใช้ทฤษฎีนำอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้ ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง
เริ่มตั้งแต่ตัวผู้นำองค์กร ตราบใดที่เบอร์หนึ่งขององค์กรไม่เข้าใจความหมายของงาน CSR ที่แท้จริงและถึงจะทำเพราะกระแสสังคม กฎเกณฑ์ กฎระเบียบทางสังคม กระแสความกดดันจากผู้บริโภค โดยไม่อยู่บนความสำนึกและถือความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรก็ยากที่จะทำให้งาน CSR ขององค์กรนั้นๆ เดินไปด้วยดี
นอกจากนี้ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น พื้นที่ ผู้คน หรือ ISSUE ที่จะทำนอกจากผู้นำองค์กรจะเข้าใจ คณะกรรมการบริษัท คนทำงานในองค์กร ไม่ว่าประชาสัมพันธ์คนทำงานด้านบุคลากร บัญชี การเงิน จัดซื้อ คนทั้งองค์กรจะต้องมีความเข้าใจ และเป็นสำนึกในฐานะอะไรก็แล้วแต่จะเป็นผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หัวหน้า คนขับรถ แม่บ้านเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
งาน CSR จึงเป็นงานที่ต้องมองเป็นองค์รวมเป็นเรื่องของการปลูกฝังสร้างจิตสำนึกกับคนทั้งองค์กร จึงจะจีรังยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าจะด้วยแรงกดดันทางสังคมโลก สังคมไทยเมืองไทยเรามีต้นทุนทางสังคมที่ดี เรามีหัวเชื้อของคุณงามความดี การช่วยเหลือเผื่อแผ่ ความรู้จักเมตตา สงสาร ทำอย่างไรที่องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของเมืองไทยจะตระหนักและสำนึกในเรื่องนี้ เพราะตราบใดที่คุณทำธุรกิจมุ่งแสวงหากำไร ประสบความสำเร็จในเรื่องของยอดขาย มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้แล้วคุณจะไปขายของให้ใคร ถ้าสิ่งแวดล้อมเสียหาย สังคมไม่สงบสุข มีแต่ความวุ่นวายแล้วคุณจะค้าขายแบบยั่งยืนได้อย่างไร
ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เกิดมีหน่วยงานกลาง สถาบันการศึกษาหลายแห่งให้ความสนใจและเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่อยากฝากว่า ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลางในเมืองไทยที่มีจำนวนเป็นแสนๆ รายนั้น เราจะช่วยต่อยอดถ่ายทอดความคิด องค์ความรู้และการนำไปใช้ได้อย่างไร องค์กรขนาดใหญ่ในเมืองไทย จำนวน 100 กว่ารายอาจจะเรียนรู้ แสวงหาองค์ความรู้ ช่วยตัวเองได้
ผู้เขียนเห็นว่าหลักไมล์ของการทำงาน CSR ในเมืองไทยวันนี้เราต้องแปรเปลี่ยนจากแนวคิดทฤษฎีมาเป็นหลักสูตรที่นำไปปฏิบัติได้ มีกรอบแนวทางการทำงานของการคิดงาน CSR ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างมีระบบ มีเครื่องมือตรวจ ติดตาม วัดผลได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปเพราะเราเพียงประยุกต์หลักการบริหารจัดการทางธุรกิจซึ่งมีมากมายมาใช้ให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการกิจกรรมและโครงการทางสังคม
และควรมีการสร้างโมเดลงาน CSR ในหลายรูปแบบหลายมิติเพื่อให้องค์กรธุรกิจขนาดกลางและเล็กนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ สังคม ชุมชนที่องค์กรนั้นๆ ตั้งอยู่
ผู้เขียนได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งบรรดา องค์กรท้องถิ่นอย่าง อบต. หรือ อบจ. ในแต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาค ผู้ประกอบการธุรกิจ องค์การทางสังคมต่างๆ จะช่วยกันสร้างสรรค์กิจกรรม โครงการ CSR ดีๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาสังคม ชุมชน รวมทั้งองค์กรในท้องถิ่นกับส่วนกลางจะทำงาน CSR อย่างเป็นกระบวนการ
และเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันเป็นมิติใหม่ของงาน CSR ในเมืองไทย
วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551
เก็บมาฝากจากมติชน(ท่าบริหารป้องกันกระดูกเสื่อม)
ท่าบริหาร ดูแลป้องกันการเสื่อมของกระดูกคอลัมน์ Forward Mailศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย มีคำแนะนำ "ท่าบริหาร" เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กระดูกเสื่อมเร็ว โดยมีหลักการคือ ทำอย่างไรให้กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรงเท่าๆ กัน และออกแรงอย่างไรให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำท่าละ 10 รอบ ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อเปลี้ย มี 6 ท่า ดังนี้ กล้ามเนื้อหน้าท้อง...
1 นอนหงาย งอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้คอ ยกหัวนิดหนึ่งพร้อมเหยียดขาตรง นับ 1-5
2 นอนหงายขาซ้ายไขว่ห้าง มือสอดใต้คอ ยกข้อศอกและลำตัวขวาเข้าหาขาซ้ายที่ ไขว่ห้างอยู่ นับ 1-5 ทำทั้งซ้ายและขวา
3 ยกขาลอยเหยียดตรง 1 ข้าง บิดสะโพก (ยักสะโพก) นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
4 ขมิบก้น นอนหงายกอดอก ขมิบก้นให้ก้นสูงขึ้นเล็กน้อย หลังแนบพื้น นับ 1-5 กล้ามเนื้อหลัง นอนหงายงอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้เข่า ดึงเข่าชิดหน้าอก นับ 1-5 กล้ามเนื้องอสะโพก ทำแบบท่ากล้ามเนื้อหลัง แต่งอเข่าข้างเดียว นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้างกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก นอนหงาย งอเข่าข้างหนึ่งไว้แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งกดเข่าที่งออยู่แล้วดันเอนมาจนชิดพื้น นับ 1-5 ทำสลับกันกล้ามเนื้อโคนขา นั่งกับพื้นงอเข่าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างเหยียดตรง เอามือแตะปลายเท้าที่เหยียดตรง นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้างกล้ามเนื้อน่อง ยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ เอามือยันโต๊ะ งอเข่าหน้าไปข้างหน้า ขาหลังเหยียดตรง แอ่นตัวไปข้างหน้า นับ 1-5 ทำสลับข้างผู้อ่านร่วมส่งเรื่องราวเผยแพร่ได้ที่ epeople@matichon.co.th
1 นอนหงาย งอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้คอ ยกหัวนิดหนึ่งพร้อมเหยียดขาตรง นับ 1-5
2 นอนหงายขาซ้ายไขว่ห้าง มือสอดใต้คอ ยกข้อศอกและลำตัวขวาเข้าหาขาซ้ายที่ ไขว่ห้างอยู่ นับ 1-5 ทำทั้งซ้ายและขวา
3 ยกขาลอยเหยียดตรง 1 ข้าง บิดสะโพก (ยักสะโพก) นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
4 ขมิบก้น นอนหงายกอดอก ขมิบก้นให้ก้นสูงขึ้นเล็กน้อย หลังแนบพื้น นับ 1-5 กล้ามเนื้อหลัง นอนหงายงอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้เข่า ดึงเข่าชิดหน้าอก นับ 1-5 กล้ามเนื้องอสะโพก ทำแบบท่ากล้ามเนื้อหลัง แต่งอเข่าข้างเดียว นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้างกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก นอนหงาย งอเข่าข้างหนึ่งไว้แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งกดเข่าที่งออยู่แล้วดันเอนมาจนชิดพื้น นับ 1-5 ทำสลับกันกล้ามเนื้อโคนขา นั่งกับพื้นงอเข่าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างเหยียดตรง เอามือแตะปลายเท้าที่เหยียดตรง นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้างกล้ามเนื้อน่อง ยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ เอามือยันโต๊ะ งอเข่าหน้าไปข้างหน้า ขาหลังเหยียดตรง แอ่นตัวไปข้างหน้า นับ 1-5 ทำสลับข้างผู้อ่านร่วมส่งเรื่องราวเผยแพร่ได้ที่ epeople@matichon.co.th
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2551
ระดับการฟังจาก มติชน
สี่ระดับของการฟัง "Listen to others and to what life calls you to do" OTTO SCHARMERคอลัมน์ จับจิตด้วยใจโดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ drwithan@hotmail.comในคอลัมน์นี้ผมได้เขียนเรื่อง "การฟัง" เยอะมาก เพราะลึกๆ แล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า "เรื่องการฟัง" นี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ในการที่นำพาเราให้เข้าใจอะไรๆ ได้เรียนรู้อะไรๆ ได้หลายๆ อย่างมากขึ้นในชีวิตครั้งนี้ก็ยังอยากที่เขียนถึงเรื่องของการฟังอีก และเป็นเรื่องราวที่ออตโต ชาร์มเมอร์ เจ้าของทฤษฎียู ได้เขียนไว้ในหนังสือ Theory U ของเขา ชาร์มเมอร์เป็นนักคิดที่มีความละเอียดและมีกรรมวิธีในการจัดแบ่งเรื่องราวเพื่ออธิบายให้เข้าใจได้อย่างเป็นระบบในแง่ของการฟังนั้นชาร์มเมอร์ก็ได้จัดแบ่งออกมาเป็น "การฟังสี่ระดับ" เหมือนกัน ซึ่งในฐานะที่ผมเองมีความสนใจเรื่องการฟังนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อศึกษาดูก็ได้พบว่า วิธีการแบ่งเป็นสี่ระดับของชาร์มเมอร์นี้ มีประโยชน์มากครับการฟังระดับที่หนึ่งในระดับที่หนึ่งนี้คือ การฟังที่ใช้วิธีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Reacting) เป็นการดาวน์โหลด "ชุดข้อมูลเก่า" ที่เรามีอยู่ในสมองมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว เช่น ถ้ามีคนพูดถึงคนที่เราเกลียดหรือไม่ชอบหรือมาด่ามาว่าเรา เราก็อาจจะแปลผลและโต้ตอบโดยการใช้ชุดข้อมูลเก่าๆ ที่เรามีอยู่ในทันทีทันใดเราไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่จากการฟังในระดับนี้ เราเพียงตอบสนองต่อสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วเท่านั้นการฟังระดับที่สองเป็นการฟังที่เราพยายามที่จะแก้ไขปัญหา เพราะเมื่อเราเริ่มรับรู้แล้วว่า อืมม..การฟังของเรายังไม่ค่อยดีนะ เรายังมีปัญหาเรื่องการรับฟังอยู่นะ เรายังไม่ค่อยได้ฟังลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของเรา เรายังไม่ได้ฟังลูก ไม่ได้ฟังสามีหรือภรรยาของเราอย่างดีมากเพียงพอนะ เราก็จะพยายามที่จะตั้งใจฟังมากขึ้นเราพยายามค้นหา "เทคนิคต่างๆ ในการฟัง" บางทีเราอาจจะพยายามไปหาหนังสือฮาวทูเกี่ยวกับการฟังมาอ่าน หรือพยายามที่จะไปเข้าเวิร์กช็อปที่มีการฝึกเรื่องของการฟังซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งหมดทั้งสิ้นเราเริ่ม "เปิดความคิด" ของเรา แต่อย่างไรก็ตาม การฟังในระดับที่สองนี้ยังเป็น "การฟังเพื่อจับผิด" เป็นการฟังเพื่อยืนยันว่า สิ่งที่เราคิดสิ่งที่เราเห็นนั้นถูกต้อง ของคนอื่นอาจจะยังไม่ถูกต้องนะ ยังเป็นการฟังเพื่อเปรียบเทียบว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดีการฟังในระดับนี้ยังไปไม่พ้นการตัดสินเรื่องถูกหรือผิดการฟังระดับที่สามในระดับที่สามนี้เป็นการฟังที่ต้องอาศัย "การเปิดหัวใจ" ซึ่งจะลึกซึ้งมากไปกว่าการ "เปิดความคิดในระดับที่สอง" "การเปิดหัวใจ" นี้หมายความว่า เราเริ่มรู้สึกจริงๆ กับคนที่กำลังพูดคุยกับเรา เราเริ่มฟังผ่านมุมมองของคนที่อยู่ตรงหน้าเราเราเริ่มด้วยการ "เปิดพื้นที่" ในตัวเราให้ว่างเพื่อให้ "คำพูด" ของคนที่เราสนทนาด้วยไหลผ่านเข้ามาในตัวเราได้ เหมือนกับกิจกรรมการฟังเพลงที่ผมเคยเล่าไปในคอลัมน์นี้ เมื่อเรายอมให้เสียงดนตรีไหลผ่านตัวเราได้ เป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวเราได้เมื่อไร เราถึงจะสามารถ "รับรู้" แบบเดียวกันกับคนที่อยู่ตรงข้างหน้าเราการฟังในระดับนี้จะทำให้เรา "รู้สึก" เหมือนกับที่คนพูดกำลังรู้สึก รับรู้อารมณ์ที่แท้จริงของเขาว่า เขากำลังสื่อสารอะไรอยู่บอกตรงๆ นะครับว่า การฟังในระดับนี้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากถ้าตรงนี้เราจะทดลองฝึกการใช้ "ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล"ผมเขียนไม่ผิดนะครับ "ลองใช้อารมณ์ให้มากกว่าเหตุผล" เราถึงจะเข้าใจการฟังในระดับที่สามนี้ได้การฟังระดับที่สี่การฟังในระดับนี้เป็นการฟังในระดับที่ลึกที่สุด ตามทฤษฎียูแล้ว การฟังในระดับที่สี่นี้คือ การฟังที่อยู่ ณ ก้นตัวยูเป็นการฟังไปถึง "ความหมายที่แท้จริง" ที่ผู้พูดต้องการจะสื่อเป็นการฟังที่ไม่ใช่ฟังแต่เฉพาะคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เราจะฟัง "ตัวตน" ของเขาทั้งหมด ตัวตนทั้งในอดีตและอนาคตของคนคนนี้ สิ่งที่คนคนนี้ต้องการจะสื่อสาร และในขณะเดียวกัน เราก็จะรับฟังได้ถึงบริบทรอบข้างทั้งหมดของเขาและของสถานการณ์ทั้งหมดในขณะนั้นเป็นการฟังที่บางครั้งเราอาจจะได้ยินคำพูดของเราออกมาจากปากของเขาเป็นการฟังที่เราจะได้ "ความสดใหม่" ของอะไรบางอย่างที่ปรากฏขึ้นมา ณ ขณะนั้น ณ เสี้ยววินาทีนั้น เป็นการฟังที่เราอาจจะได้ "ความรู้ใหม่" ที่สังเคราะห์และกลั่นตัวผ่านตัวเราแล้วแวบออกมาในความคิดของเรา และอาจจะเป็นการฟังที่ทำให้เราได้ยินเสียงว่า "ชีวิตต้องการให้เราทำอะไร?" @@@@@@@@@@@@@@@@ออตโต ชาร์มเมอร์ จบปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการ เขาทำเรื่องกระบวนการเรียนรู้มากมาย และเขาพบว่าเรื่องแรกที่สำคัญที่สุดที่จะนำพาให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้นั้น ต้องอาศัย "ทักษะการฟัง" ทั้งหมดทั้งสิ้นผมเข้าใจว่า ในเบื้องต้นนี้เราอาจจะต้องกลับมา "สังเกตดูว่า" การฟังของเราแต่ละคนที่ใช้กันอยู่ในแต่ละสถานการณ์แต่ละเวลานั้นเป็น "การฟังในระดับไหน?"และเราคิดว่า "การฟังในระดับใด" ที่จะสามารถช่วยเอื้อให้เกิดการสื่อสารที่ลึกซึ้งและความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้? และเราจะต้องอาศัยอะไรบ้างในการพัฒนาตัวเราให้ไปสู่ "การฟังในระดับที่เราต้องการนั้นได้?" หน้า 6
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
