วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

ดูโฟลเดอร์แบบออนไลน์ของฉัน

sompobe อนุญาตให้คุณใช้โฟลเดอร์แบบออนไลน์นี้ร่วมกันได้ใน Windows Live SkyDrive
 
ดูโฟลเดอร์
 
sompobe_share
ดูไฟล์ในโฟลเดอร์แบบออนไลน์ "sompobe_share" ของฉันใน Windows Live SkyDrive

Windows Live SkyDrive คืออะไร
โฟลเดอร์ใน Windows Live SkyDrive ทำงานเหมือนกับโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์ของคุณ แต่โฟลเดอร์เหล่านั้นถูกจัดเก็บแบบออนไลน์เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ อีกทั้ง ฉันยังสามารถใช้โฟลเดอร์ (ดังเช่นโฟลเดอร์นี้) ร่วมกับบุคคลที่ฉันเลือก (ในกรณีนี้หมายถึงคุณ!)
สร้าง Windows Live SkyDrive ของคุณเองทันที ฟรี!
มีปัญหาในการใช้งานลิงก์ใช่หรือไม่ ลองคัดลอกและวางลิงก์นี้ลงในเบราว์เซอร์ของคุณ:
http://cid-a7127243945c2f85.skydrive.live.com/accept.aspx/sompobe|_share?owner=sompobe%2540msn.com&invitee=sompope2007.sompope%2540blogger.com&fid=A7127243945C2F85%2521197&token=93tyRJIMZAX0gW84A4IQEj89J0LsNPE%2521yy1qhII%252awVzHamOWfHtsrXOJah9c%2521t9uri

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

คุณธรรม ความชอบธรรมในการปกครอง จากมติชน 05 กย.51

คุณธรรม ความชอบธรรมในการปกครอง และอำนาจอธิปไตยของประชาชนโดย ทินพันธุ์ นาคะตะ
ประชาธิปไตย เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพราะมีหลักการ วิธีการ และวัตถุประสงค์ในการปกครองที่ผูกพันไว้กับประชาชนส่วนใหญ่เสมอองค์ประกอบทั้งสามนี้จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการได้ชื่อว่า ระบอบการปกครองที่ดี ที่เราแสวงหากันมากว่าสองพันปีประการแรก การปกครองแบบนี้ถือหลักการว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ผู้ใช้อำนาจออกกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ ใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี และใช้อำนาจตุลาการผ่านทางศาล ทั้งนี้ เพราะเรายึดมั่นในเสรีภาพ ความเสมอภาค และความสำคัญของบุคคล เป็นที่ตั้งประการที่สอง เป็นเรื่องของวิธีการ ที่มีข้อกำหนดต่างๆ ให้เกิดการใช้อำนาจอธิปไตยโดยประชาชนขึ้นมา เช่น มีรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งโดยเสรี กติกาในการปกครองที่ถือเสียงข้างมากในการตัดสิน คุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อย รวมทั้งมีพรรคฝ่ายค้าน เป็นต้น ในกรณีนี้รัฐธรรมนูญกับการเลือกตั้งจึงเป็นเพียงเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอของประชาธิปไตย เพราะเผด็จการคอมมิวนิสต์ก็มีสองอย่างนี้ประเทศเรามักคิดกันว่าการมีสองอย่างดังกล่าวก็เป็นประชาธิปไตยขึ้นมาแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะประชาธิปไตยจะต้องเป็นมากกว่ากลไกทางการเมือง หากต้องครอบคลุมไปถึงประชาธิปไตยของสังคมหรือในวิถีชีวิต ที่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ อย่างในประเทศแถบแองโกลอเมริกันหรือแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาของตัวแปรประมาณ 20 ตัวด้วยกันประการที่สาม จะต้องยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งสำคัญที่สุด มากกว่าหลักการและวิธีการข้างต้น หากไม่ยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวมแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีการปกครองเพื่ออะไร เราแสวงหาระบอบการปกครองที่ดีเพื่อส่วนรวมมาแล้วกว่าสองพันปี ผู้มีอำนาจจึงต้องเสียสละ เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมในทุกกิจกรรม ทุกนาทีจึงจะได้ชื่อว่ามีคุณธรรมในการปกครองในทุกระบบการเมืองจะมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครอง แต่การยึดถือกฎหมายอย่างเดียวย่อมไม่อาจทำให้ผู้ปกครองอยู่ในอำนาจต่อไปได้ ถ้าขาดความชอบธรรมในการปกครองขึ้นมาความชอบธรรมในการปกครองเป็นเรื่องของความเชื่อ เกี่ยวกับข้ออ้างในสิทธิของผู้มีอำนาจ และการยอมรับในข้ออ้างนั้นของฝ่ายรับการปกครอง เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายหลังไม่ยอมรับ ผู้มีอำนาจจะขาดความชอบธรรมในการปกครองทันที และอยู่ในอำนาจต่อไปไม่ได้ถ้าประชาชนเชื่อว่า นโยบาย การตัดสินใจ การกระทำของรัฐบาลไม่ถูกต้อง รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ข้อสังเกตก็คือ สังคมของเรา ผู้คนมักเข้าข้างตัวเอง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น มีการพูดกันว่าองค์กรอิสระต่างๆ ตั้งขึ้นมาโดยไม่ชอบธรรม เพราะมาจาก คมช. โดยไม่พูดว่าตนเองได้เป็นรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่มีความชอบธรรมเช่นเดียวกัน เพราะมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จาก คมช.ด้วยอนึ่ง ในสังคมประชาธิปไตยนั้น นอกจากจะมีสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการอย่างสภานิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระต่างๆ แล้ว ก็ยังมีสถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการอย่างพรรคการเมือง องค์กรพัฒนาเอกชน การเมืองภาคประชาชน รวมทั้งสื่อมวลชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากๆ ในการช่วยพัฒนาประชาธิปไตยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบควบคุมรัฐบาลที่สำคัญก็คือ ประชาธิปไตย ต่างสัญญาประชาคม ของ จัง จ๊าค รุสโซ ที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยของสังคมสมัยใหม่นั้น ยึดถือหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชนโดยเคร่งครัด เขากล่าวว่า อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจสูงสุด เป็นขององค์อธิปัตย์ คือประชาชน เป็นอำนาจเด็ดขาด ละเมิดมิได้ สละให้ใครไม่ได้ ทำลายไม่ได้ จำกัดไม่ได้ มอบให้ใครไม่ได้ เพราะเขาถือหลักประชาธิปไตยโดยตรง (direct democracy) ประชาชนใช้อำนาจนั้นโดยตรง ไม่มีผู้แทน เขากล่าวว่า อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจสูงสุด เป็นของประชาชนโดยตรง เหนือกว่าฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจส่วนฝ่ายตุลาการเป็นหน้าที่หนึ่งของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารถูกยกเลิกได้ตามความพอใจของประชาชน เมื่อประชาชนมาประชุมกันเป็นองค์อธิปัตย์ อำนาจของฝ่ายบริหารต้องยุติลง กฎหมายที่ประชาชนไม่รับรองถือเป็นโมฆะ"เมื่อใดประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงมาปรากฏตัว อำนาจฝ่ายบริหารผู้เป็นฝ่ายได้รับมอบอำนาจมาจะต้องยุติลง และสัญญาประชาคมนั้นย่อมถูกยกเลิกและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ"

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

บาป 7 ประการ จากมติชน

บาป 7 ประการ
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
มี ลูกศิษย์คนหนึ่งมาปรึกษาปัญหาหัวใจที่ได้ฟังแล้วก็ขำ แต่สังเกตจากสีหน้าท่าทางแล้วก็มั่นใจว่าเป็นเรื่องที่กังวลและหนักอกเอาการ อยู่ทีเดียว คือลูกศิษย์เขามาปรึกษาว่าเขาตั้งใจจะเปลี่ยนศาสนาจากที่นับถือศาสนาพุทธ อยู่ทั้งครอบครัวเขาจะไปเข้ารีตเพื่อนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เนื่องจากเขาคิดว่าเขาได้ทำบาปทำกรรมมาไม่น้อยเขากลัวจะตกนรกเนื่องจากทาง ศาสนาพุทธนั้นไม่มีการล้างบาปหรือให้อภัยจากการทำบาปแบบว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ซึ่งเขาได้รับทราบมาว่าทางศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกที่คนไทยเรียกว่าคริสตัง นั้นมีพระมารับฟังการสารภาพบาปแล้วก็สามารถล้างบาปให้ได้
แต่ปัญหา ของเขาคือทางครอบครัวต่อต้านความคิดนี้อย่างรุนแรงทีเดียวทั้งๆ ที่ทั้งพ่อแม่พี่น้องของเขาเองก็ไม่ค่อยได้ไปวัดเท่าไรเลยนอกจากไปงานเผาศพ สวดศพประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง
และก็ไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องราวของพระพุทธศาสนาแต่ประการใด
ผู้ เขียนจึงได้ชี้แจงถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการล้างบาปให้กับลูกศิษย์ผู้มี ทุกข์หนักว่าโดยแท้ที่จริงแล้วบาปของทางศาสนาคริสตังเขาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1.บาปที่ให้อภัยได้ (Venial sin) ถ้าจะเปรียบกับพระวินัยของพระภิกษุในพุทธศาสนาก็จัดเป็นพวกลหุกาบัติคือการ ล่วงละเมิดข้อห้าม (วินัย) ของพระภิกษุอย่างเบาโทษไม่ร้ายแรงนัก อาทิ ปลงอาบัติคือไปสารภาพกับพระด้วยกันก็ถือว่ายกโทษให้ เช่น เรื่องกินข้าวเย็นหรือดื่มเหล้าหรือว่ายน้ำเล่นหรือหลอกผีพระด้วยกัน ฯลฯ

นอกจาก นี้ยังมีอาบัติที่หนัก เช่น แกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อนหรือเป็นพ่อสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน อย่างนี้ต้องติดคุกพระ กักบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่าอยู่กรรมหรือปริวาสกรรมจึงจะพ้นผิด

2. บาปหนัก (Mortal sin) บาปประเภทนี้ก็เหมือนกับครุกาบัติทางวินัยของพระพุทธศาสนา คือ ประเภทฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์ ร่วมเพศ และอวดคุณวิเศษที่ไม่มีอยู่ในตัวเอง อย่างที่เรียกกันว่าปาราชิกสี่นั่นแหละ โทษถึงประหารชีวิตแบบว่าต้องตายตกจากเพศของสมณะไปเลย

ในทางคริสตังก็ คล้ายๆ กันคือการฆ่าคน ลักทรัพย์ เป็นชู้กับเมียเขา ทุบตีพ่อแม่ อะไรที่อยู่ในบัญญัติสิบประการนั่นแหละ คือทำไปแล้วหากโดนคว่ำบาตรด้วยก็ไปนรกเลย

วิญญาณก็ตายไปด้วย

ผู้ เขียนก็เพ้อต่อไปถึงบาป 7 ประการของทางคริสตังอ้างว่ามนุษย์เรานั้นเกิดมาก็มีบาปติดตัวมาด้วยเพราะต้น ตระกูลของมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าด้วยการลักเอาผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ใน สวนสวรรค์มากินทั้งๆ ที่พระผู้เป็นเจ้าห้ามแล้วจึงถูกขับไล่จากสวนสวรรค์ เมื่อมีลูกมีเต้าก็มีบาปติดตัวทางสายเลือดแม้จะเข้าพิธีรับศีลจุ่ม (Baptize) แล้วก็ตามมนุษย์ก็ยังมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนไปในทางชั่วได้ 7 ประการคือ

1.หมกมุ่นในทางเพศ (Lust)

2.ตะกละ (Gluttony)

3.โลภ (greed)

4.เกียจคร้าน (laziness)

5.โกรธ (wrath)

6.อิจฉา (envy)

7.ยโสโอหัง (Vanity/pride)

การที่จะต่อต้านกับบาป 7 ประการนี้ ทางคริสตังก็ได้มีบุญ 7 ประการมากำราบ คือ

1.ถือพรหมจรรย์ (Chastity) แบบว่าเอาหนามบ่งหนามเลย

2.ยับยั้งชั่งใจ (Temperance) แบบว่ามีสติยับยั้งในการกินการดื่มไม่ให้มากเกินไป

3.บริจาค (Liberality) การบริจาคนั้นยิ่งกว่าการให้ทานเพราะเป็นการขัดเกลาความโลภของผู้ให้ด้วย

4.ขยัน (Diligence) แทนที่ความเกียจคร้าน

5.อดทน (Patience) แบบว่านับหนึ่งถึงสิบให้ทุเลาความโกรธลงได้

6.เมตตา (Kindness) แทนที่อิจฉา

7.อ่อนน้อม (Humility) แทนที่ความยโสโอหัง

ผู้เขียนก็เลยพูดว่าความจริงทางพระพุทธศาสนาก็มีของคู่กันคือ เบญจศีลกับ เบญจธรรม คือ

1.ห้ามฆ่าสัตว์ คู่กับ 1.เมตตา กรุณา

2.ห้ามลักทรัพย์ คู่กับ 2.หาเลี้ยงชีพโดยสุจริต

3.ห้ามประพฤติผิดในกาม คู่กับ 3.สำรวมในกาม

4.ห้ามพูดโกหก คู่กับ 4.มีสัตย์

5.ห้ามเสพสิ่งมึนเมา คู่กับ 5.มีสติรอบคอบ

ผู้เขียนสังเกตดูว่าลูกศิษย์ออกจะงงๆ เลยถามว่าเป็นยังไง? เขาก็บอกว่า

"อาจารย์พูดอะไร ผมไม่รู้เรื่องเลย"

ผู้ เขียนจึงสรุปได้ว่าลูกศิษย์ผู้นี้ไม่มีความรู้ทางศาสนาใดๆ เลย หากแต่ได้ยินได้ฟังมาแบบขาดๆ วิ่นๆ ผิวเผินเหลือเกิน แต่เป็นคนออกจะวิตกจริตมากไปหน่อย

ผู้เขียนจึงให้ยืมหนังสือศาสนา สากลไปอ่านมาก่อนแล้วบอกว่าค่อยมาพูดกันใหม่อีกทีหนึ่ง ตอนนี้ก็ต้องทำใจให้สงบค่อยๆ เรียนรู้ไปก่อน แล้วจึงค่อยคิด ค่อยตัดสินใจกันอีกทีหนึ่งก็ยังไม่สายจนเกินไป

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การพัฒนาคุณธรรม จากมติชน 30 สค 51

การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมกับสังคมโดย กิตติอาภา กรณ์ใหม่ความเปลี่ยนแปลงทางคุณธรรม จริยธรรมที่น่าวิตก คือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเป็นความชั่ว ความเลวร้าย ความผิดด้านคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม แต่บางสิ่งบางอย่างที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่สังคมปัจจุบันยอมรับ และปฏิบัติกันอย่างไม่ละอายไม่สะดุ้งสะเทือน จนบางครั้งทำให้เกิดปัญหาและวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปหากปล่อยให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่มความรุนแรงจะเป็นปัญหาต่อวิถีชีวิตทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อย่างน้อยก็ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบให้เพิ่มพูนขั้นเป็นลำดับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2545 เป็นต้นไป มีเป้าหมายในการพัฒนาที่สำคัญคือ การพัฒนาคนไทยให้มีคุณธรรมจริยธรรมสูง มีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติตามหน้าที่ต่างๆ ของตนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและป้องกันการเกิดปัญหาสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเพื่อเป็นการพัฒนาจิตใจ ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา คือ การทำความดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ตนมีบางคนอาจมีหน้าที่หลายหน้าที่ในขณะเดียวกัน เช่น เป็นหน้าที่หัวหน้าครอบครัวในขณะอยู่บ้านต้องปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าครอบครัวในหน่วยงานหรือหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นควบคู่กันไปอีกหน้าที่หนึ่งอาจจะเป็นกรรมการหมู่บ้าน ชุมชน ก็มุ่งปฏิบัติหน้าที่ทุกด้านตามภาระงาน ความรับผิดชอบเยาวชนในครอบครัวก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวคือ เป็นลูกที่ดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่อีกด้านหนึ่งมีหน้าที่เป็นนักเรียน นักศึกษาก็ต้องมุ่งมั่น ขยันขันแข็งในการเรียน การพัฒนาตนเอง เป็นนักเรียกนักศึกษาที่ดีของโรงเรียนของสถาบัน การละเว้นความชั่วคือการไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เช่น ลุ่มหลงในอบายมุขทุกชนิด การไม่ประพฤติผิดศีลธรรม จรรยาบรรณหากเป็นครูก็ไม่ปฏิบัติตนในทางเสื่อมเสีย ตั้งใจปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเต็มเวลา เต็มความสามารถ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ก็คือการคิดดีคิดชอบ การปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนา ถือว่าเป็นผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรมสูงแต่ในปัจจุบันที่กำลังประสบปัญหาในครอบครัว สังคมก็คือการขาดคุณธรรมจริยธรรม บุคลากรขาดคุณธรรมจริยาธรรมแล้วจะทำให้ตนเองมีปัญหาโยงใยไม่สู่ปัญหาครอบครัว สังคม ประเทศชาติและโลก ตามลำดับโดยเฉพาะในปัจจุบัน ปัญหาการขาดคุณธรรม จริยธรรมในหมู่เยาวชนของชาติกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะเช่น การขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของบิดา มารดา ครู อาจารย์ ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์กันก่อนวัยอันควร การมีเพศสัมพันธ์กันแบบเปลี่ยนคู่กันไปตามความต้องการของตัณหา การนิยมมีกิ๊กกันของคนในยุคนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาสังคมปัจจุบันยอมรับกันได้แต่ในสมัยก่อนถือว่าเป็นปัญหามาก เป็นการกระทำผิดศีลอย่างรุนแรงหากเป็นหญิงถือว่าเป็นความชั่วร้ายอย่างมหันต์ไม่สมควรที่จะให้อภัย บางครั้งสังคมถึงกับลงโทษไม่คบค้าสมาคม ถูกติฉันนินทา จนทำให้ต้องย้ายถิ่นที่อยู่ไปในที่ที่ ไม่มีใครรู้จักในสมัยที่ผู้เขียนอายุประมาณ 27 ปี ประมาณปี พ.ศ.2525 ได้มีเพื่อนหญิงในหมู่บ้านที่จังหวัดนครราชสีมา คนหนึ่งที่สามารถไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบียมีผู้ชายมาติดพัน ต่อมาคบกันฉันชู้สาว คนในหมู่บ้านมีปฏิกิริยามองในลักษณะเหยียดหยาม พูดจาตักเตือน ญาติพี่น้องด่าว่าอย่างเสียหาย ได้รับความกดดันมาก จึงได้พากันย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดที่ไม่มีใครรู้จักแต่ในปัจจุบัน คนใดมีกิ๊กมีชู้ สามารถคุยกันได้อย่างเปิดเผยเป็นที่ยอมรับกันได้ในสังคมเหตุการณ์หรือสถานการณ์อย่างนี้คือปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง เนื่องมาจากผู้คนขาดคุณธรรมน่าจะใช้เวลาในการมั่วสุมเวลาที่กระทำตามกามตัณหา ราคะ มาปฏิบัติในสิ่งดี สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามจารีตประเพณี ปัญหา หากปล่อยไว้จะทวีความรุนแรงขึ้นผู้ที่มีฐานะเกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ควรมีการสกัดกั้นไม่ให้ลุกลามเป็นปัญหาสังคมที่ทวีความรุนแรงทุกขณะ ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม (วัยรุ่นปล้น จี้ หาเงินไปเที่ยว ติดพนันบอล) ซึ่งผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องควรมีการปลูกฝัง ตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะเล็กๆ ในวัยเรียนเพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจที่สมบูรณ์คุณลักษณะที่ควรส่งเสริมในเด็กไทยคือ การปลูกฝังส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและจิตสำนึก มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ความละอายต่อความชั่ว ความละอายต่อบาป ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญูรู้คุณ ความไม่เห็นแก่ตัว ความจริงใจ ความขยันหมั่นเพียร เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น มีจิตสำนึกในความเป็นไทยซึ่งเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีได้กำหนดมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดมาตรฐานด้านผู้เรียนมาตรฐานที่ 1 ว่าผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์โดยมีตัวบ่งชี้ผลสำเร็จ ดังนี้1.วินัย มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตนตามระเบียบและหลักธรรมเพื่อพัฒนาของแต่ละศาสนา2.ซื่อสัตย์สุจริต3.มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละเพื่อส่วนรวม4.ประหยัด ใช้สิ่งของและทรัพย์สินทั้งของตนเองและส่วนรวมตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและคุ้มค่านอกจากการกำหนดให้มีการประเมินคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญเป็นประการสำคัญแล้ว ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยังได้กำหนดให้มีการส่งเสริมและกำหนดนโยบายให้โรงเรียนในสังกัดได้จัดการเรียนการสอนโดยส่งเสริมคุณภาพขั้นพื้นฐาน 8 ประการ ได้แก่ มีน้ำใจ สุภาพ สะอาด ซื่อสัตย์ ประหยัด ขยัน สามัคคี มีวินัยจากประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยปัจจุบัน เป็นการเรียนรู้ในลักษณะบูรณาการด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายที่ผู้เสนอจะต้องวางแผนการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนโดยครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีทั้งทักษะทางภาษา และทฤษฎีการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมการปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ควรกระทำอย่างยิ่งในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งคุณธรรมต่างๆ ที่ควรปลูกฝังมีดังนี้1) ขยันขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อดทน ความขยัน ต้องปฏิบัติควบคู่กับการใช้สติปัญญา แก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จผู้ที่ความขยัน คือ ผู้ที่ตั้งใจทำอย่างจริงจังต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควรเป็นคนสู้งาน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง2) ประหยัดประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของแต่พอควรพอประมาณ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้คิดก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองอยู่เสมอ3) ความซื่อสัตย์ซื่อสัตย์ คือ ประพฤติตรงไม่เอนเอียงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียงหรืออคติผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา ไม่ใช้เล่ห์กล คดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง4) มีวินัยมีวินัย คือ การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเองและวินัยต่อสังคมผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน/องค์กร/สังคมและประเทศ โดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจ5) สุภาพสุภาพ คือ เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะผู้ที่มีความสุภาพ คือ ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาละเทศะ ไม่ก้าวร้าว รุนแรงวางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทาง แต่ในเวลาเดียวกันยังคงมีความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้ที่มีมารยาท วางตนเหมาะสมตามวัฒนธรรมไทย6) สะอาดสะอาด คือ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็นผู้ที่ความสะอาด คือ ผู้รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัยสิ่งแวดล้อมถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตใจมิให้ขุ่นมัว จึงมีความแจ่มใสอยู่เสมอ7) สามัคคีสามัคคี คือ ความพร้อมเพียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุ ผลตามที่ต้องการเกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วงแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ8) มีน้ำใจมีน้ำใจ คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจเห็นคุณค่าในเพื่อน มนุษย์ มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ ให้ความสนใจในความต้องการ ความจำเป็น ความทุกข์สุขของผู้อื่น และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันผู้ที่มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่นเข้าใจ เห็นใจ ผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชนหากผู้สอนได้ตั้งใจพัฒนาคุณธรรมให้เกิดในจิตใจเด็กและเยาวชนแล้วปัญหาต่างๆ ในสังคมก็จะบรรเทาลงได้โดยเฉพาะในวัยเด็กควรเน้นการพัฒนาคุณภาพพื้นฐานให้เกิดขึ้นหรือซึมซับในจิตใจเสียก่อนอื่นๆ เพราะความรู้ต้องคู่คุณธรรมมีความรู้มากมายแต่ไร้คุณธรรมจะนำชีวิตสู่อบายมุข มีความลุ่มหลง งมงาย ประเทศชาติไม่พัฒนาขอจงยึดหลักคุณธรรมนำชีวิตมีความสุข

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

จำนวน อปท. ณ 15 ส.ค.51


สมภพ จะสมัครลง ก.กลาง

สมภพ สังข์สุวรรณ ปลัดเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ขอขันอาสาเป็นกรรมการฝ่ายพนักงานเทศบาล ใน ก.ท.กลาง กำหนดการคัดเลือก 21 ส.ค.51 ณ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โปรดดูแนวคิดได้ที่ http://sompopes.blogspot.com

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

8 คำถามต้องห้ามของจีน ในกีฬาโอลิมปิค 2008(จากมติชน)

หมาดๆ..ทางการจีนก็ออกคำแนะนำอีก เพื่อให้การสนทนาระหว่างชาวจีนกับชาวต่างชาติเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่สะดุดหูจนอาจทำให้บรรยากาศกร่อยนั่นคือ "8 คำถามต้องห้าม" ที่ไม่ควรถามนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย-อย่าถามเรื่องรายได้หรือการใช้จ่าย-อย่าถามอายุ-อย่าถามว่าแต่งงานหรือยัง หรือความรักเป็นอย่างไรบ้าง-อย่าถามเกี่ยวกับสุขภาพ-อย่าถามถึงประสบการณ์ส่วนตัว-อย่าถามที่อยู่-อย่าถามว่าทำอะไร -อย่าถามว่านับถือศาสนาอะไร หรือมีมุมมองทางการเมืองอย่างไรออก "8 คำถามต้องห้าม" ปุ๊บ เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นให้ชาวจีนไม่น้อยได้วิพากษ์วิจารณ์ทันที