วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551
แนะกินไม่ไห้ไตพัง จากข่าวสด
แนะเลี่ยงอาหารเนื้อไขมันมากไม่ให้ไตพัง
ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลวิภาวดี จัดบรรยายพิเศษ "กินอย่างไร ไม่ให้ไตพัง" โดยน.พ.อุปถัมภ์ ศุภศิลป์ กล่าวว่า เมื่อเกิดโรคไตเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม จะเกิดการทำลายเนื้อไตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน เหมือนกับตัวกรองที่เริ่มมีการอุดตัน ทำ ให้กรองของเสียออกได้ไม่หมด ถ้ามีของเสียเป็นจำ นวนมาก ตัวกรองจะตันเร็วขึ้นเราจะช่วยไตไม่ให้ทำ งานหนักเกินไปได้ ด้วยการรับประทานอาหารให้ถูกต้องอย่างเพียงพอ จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้หัวใจของการเลือกรับประทานอาหารในโรคไตเรื้อรัง คือ ลดโปรตีนจากอาหาร หรือลดการกินเนื้อสัตว์ ไม่กินอาหารที่มีรสเค็ม เลี่ยงไขมันจากสัตว์และกะทิ ควบคุมน้ำหนักตัว กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ผู้ป่วยควรกินอาหารโปรตีนต่ำ ตั้งแต่มีไตเรื้อรังระยะแรกๆ โดยจำกัดให้ได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ประมาณ 1 ช้อนครึ่ง กินข้าวต่อน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัมต่อวัน เช่น ถ้าน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะกินเนื้อสัตว์ได้เพียง 7-8 ช้อนกินข้าวตลอดทั้งวัน
เนื้อสัตว์ที่ควรหลีกเลี่ยง คือ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมาก ไข่แดง เครื่องในสัตว์ หนังหมู หนังไก่ หมูสามชั้น ปลาหมึก หอยนางรม เนื้อสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารต่ำ ทำให้ไตต้องทำงานหนักโดยเปล่าประโยชน์เพื่อขับของเสียออกมา เช่น เอ็นหมู เอ็นวัว ข้อไก่ คากิ หูฉลาม ตีนเป็ด ตีนไก่ เนื้อสัตว์ที่กินทั้งเปลือกหรือกระดูก เช่น ตั๊กแตน จิ้งหรีด กบ หรือเขียด ปลา กรอบ กุ้งแห้ง อาหารหมู่ข้าวและแป้ง ผู้ที่ถูกจำกัดโปรตีนควรได้รับมื้อละ 2-3 ทัพพีเล็ก หรือข้าวเหนียวนึ่งครึ่งทัพพี (หรือ 4 คำ) ถ้าชอบขนมปังขาว 2-3 แผ่น ถ้าไม่อิ่มให้เลือกทานแป้งมีโปรตีนต่ำทดแทน ได้แก่ วุ้นเส้นถั่วเขียว แป้งมัน แป้งข้าวโพด และสาคู" ในงานนี้ พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ทายาทเบนซ์ทองหล่อ และพิธีกรรายการชีวิตชีวาเดลี่ ทางช่อง 3 สาธิตเมนูอาหารถนอมไต "พล่าเห็ด" ให้ได้ชิมกันสดๆ พร้อมเทคนิคเล็กน้อยสำหรับผู้ป่วยไต ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มและรสจัด เพราะความเค็มทำให้กระหายน้ำ และการดื่มน้ำมากทำให้ผู้ป่วยโรคไตเกิดความดันโลหิตสูง นำมาสู่การเกิดหัวใจวายหรือบวมน้ำได้ หรือหากจำเป็นต้องปรุงจริงๆ ความเค็มที่พอเหมาะ ปริมาณเทียบเท่ากับเกลือประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน หรือ น้ำปลา 3 ช้อนชา ต่อวัน ไม่ควรเติมซอส หรือน้ำปลาพริกระหว่างกินอาหาร
ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลวิภาวดี จัดบรรยายพิเศษ "กินอย่างไร ไม่ให้ไตพัง" โดยน.พ.อุปถัมภ์ ศุภศิลป์ กล่าวว่า เมื่อเกิดโรคไตเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม จะเกิดการทำลายเนื้อไตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน เหมือนกับตัวกรองที่เริ่มมีการอุดตัน ทำ ให้กรองของเสียออกได้ไม่หมด ถ้ามีของเสียเป็นจำ นวนมาก ตัวกรองจะตันเร็วขึ้นเราจะช่วยไตไม่ให้ทำ งานหนักเกินไปได้ ด้วยการรับประทานอาหารให้ถูกต้องอย่างเพียงพอ จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้หัวใจของการเลือกรับประทานอาหารในโรคไตเรื้อรัง คือ ลดโปรตีนจากอาหาร หรือลดการกินเนื้อสัตว์ ไม่กินอาหารที่มีรสเค็ม เลี่ยงไขมันจากสัตว์และกะทิ ควบคุมน้ำหนักตัว กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ผู้ป่วยควรกินอาหารโปรตีนต่ำ ตั้งแต่มีไตเรื้อรังระยะแรกๆ โดยจำกัดให้ได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ประมาณ 1 ช้อนครึ่ง กินข้าวต่อน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัมต่อวัน เช่น ถ้าน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะกินเนื้อสัตว์ได้เพียง 7-8 ช้อนกินข้าวตลอดทั้งวัน
เนื้อสัตว์ที่ควรหลีกเลี่ยง คือ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมาก ไข่แดง เครื่องในสัตว์ หนังหมู หนังไก่ หมูสามชั้น ปลาหมึก หอยนางรม เนื้อสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารต่ำ ทำให้ไตต้องทำงานหนักโดยเปล่าประโยชน์เพื่อขับของเสียออกมา เช่น เอ็นหมู เอ็นวัว ข้อไก่ คากิ หูฉลาม ตีนเป็ด ตีนไก่ เนื้อสัตว์ที่กินทั้งเปลือกหรือกระดูก เช่น ตั๊กแตน จิ้งหรีด กบ หรือเขียด ปลา กรอบ กุ้งแห้ง อาหารหมู่ข้าวและแป้ง ผู้ที่ถูกจำกัดโปรตีนควรได้รับมื้อละ 2-3 ทัพพีเล็ก หรือข้าวเหนียวนึ่งครึ่งทัพพี (หรือ 4 คำ) ถ้าชอบขนมปังขาว 2-3 แผ่น ถ้าไม่อิ่มให้เลือกทานแป้งมีโปรตีนต่ำทดแทน ได้แก่ วุ้นเส้นถั่วเขียว แป้งมัน แป้งข้าวโพด และสาคู" ในงานนี้ พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ทายาทเบนซ์ทองหล่อ และพิธีกรรายการชีวิตชีวาเดลี่ ทางช่อง 3 สาธิตเมนูอาหารถนอมไต "พล่าเห็ด" ให้ได้ชิมกันสดๆ พร้อมเทคนิคเล็กน้อยสำหรับผู้ป่วยไต ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มและรสจัด เพราะความเค็มทำให้กระหายน้ำ และการดื่มน้ำมากทำให้ผู้ป่วยโรคไตเกิดความดันโลหิตสูง นำมาสู่การเกิดหัวใจวายหรือบวมน้ำได้ หรือหากจำเป็นต้องปรุงจริงๆ ความเค็มที่พอเหมาะ ปริมาณเทียบเท่ากับเกลือประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน หรือ น้ำปลา 3 ช้อนชา ต่อวัน ไม่ควรเติมซอส หรือน้ำปลาพริกระหว่างกินอาหาร
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ไอซ์แลนด์ จาก มติชน
Heima ผลึกเพลงสงบงาม ในอ้อมกอดของบ้านเกิดคอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์โดย พล พะยาบ www.aloneagain.bloggang.com
ขณะกำลังตั้งท่าเขียนต้นฉบับสัปดาห์นี้...พาดหัวข่าวหนึ่งในหนังสือพิมพ์ทำให้ผู้เขียนต้องหยุดอ่านด้วยความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีแง่มุมเกี่ยวเนื่องกับหนังที่ตั้งใจจะเขียนพอดีเนื้อข่าวระบุว่า ไอซ์แลนด์ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสงบสุขมากที่สุดในโลก จากการสำรวจของสถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index) ประจำปี 2008หนังเรื่อง Heima (2007) สะท้อนภาพความสงบสุขดังกล่าวได้อย่างดีอันที่จริง Heima ไม่ใช่หนังธรรมดาทั่วไป แต่เป็นหนังสารคดีที่มีรูปแบบของหนังคอนเสิร์ต โดยศิลปินหรือวงดนตรีต้นเรื่องคือ ซิเกอร์ รอส (Sigur Ros) วงโพสต์-ร็อคสัญชาติไอซ์แลนดิกความพิเศษลำดับต่อมาคือ หนังคอนเสิร์ตเรื่องนี้ต่างจากหนังคอนเสิร์ตเรื่องอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้เป็นบันทึกการทัวร์แสดงสดเต็มรูปแบบทั่วประเทศหรือรอบโลก แต่เป็นการตระเวนเล่นดนตรีตามชุมชนหรือสถานที่ห่างไกลรอบเกาะไอซ์แลนด์โดยไม่คิดค่าเข้าชมและไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เอิกเกริกภาพวิวทิวทัศน์ ชุมชน และผู้คนจากสถานที่ต่างๆ นี่เองที่แสดงให้เห็นถึงความสุข สงบ และสวยงาม...ที่ปกคลุมทั่วดินแดนน้ำแข็งแห่งยุโรปเหนือ
ขณะที่บทเพลงไหวว้าง-นิ่งลึกของซิเกอร์ รอส ร่วมสะกดผสานความรู้สึกนั้นสนิทแน่นเป็นหนึ่งเดียวหนังกำกับโดย ดีน เดอบลัวส์ นักทำหนังชาวแคนาเดียน เริ่มต้นบทบันทึกในเดือนกรกฎาคม ปี 2006 หลังจากซิเกอร์ รอส เสร็จสิ้นทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกโปรโมตอัลบั้ม Takk… ตั้งแต่นิวซีแลนด์ถึงอเมริกาเหนือ พวกเขาเดินทางกลับบ้านเกิดแล้วใช้เวลา 2 สัปดาห์ ตระเวนเล่นฟรีคอนเสิร์ตโดยเดินทางไปเงียบๆ ตามเมืองเล็กๆ ชายทะเลรอบเกาะไอซ์แลนด์...เป็นที่มาของชื่อหนัง Heima ซึ่งแปลว่า "บ้าน"นัยว่าเป็นการย้อนคืนสู่จุดเริ่มต้นของพวกเขา ไม่ว่าจะในความหมายของสถานที่ หรือหมายถึงความธรรมดาสามัญซึ่งสูญเสียไปหลังจากชื่อเสียงความสำเร็จที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วการแสดงสดแบบเรียบง่ายจัดขึ้นใน 6 เมือง ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเวทีกลางเมืองกลางสายหมอก โรงงานปลาเฮอริ่งเก่าในเมืองอุตสาหกรรมประมงที่ถูกปล่อยร้างหลังจากไม่มีปลาในทะเล เวทีทุ่งหญ้าห้อมล้อมด้วยประติมากรรมหุ่นหน้าตาประหลาด ในหอประชุมขนาดเล็ก ร่วมเล่นกับวงดุริยางค์ประจำเมือง กับนักร้องเพลงสวด และเล่นดนตรีอะคูสติคบนที่ราบกลางเทือกเขาเพื่อประท้วงการสร้างเขื่อน (ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนั้นจมอยู่ใต้น้ำแล้ว)
มีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 2 ครั้ง ในกรุงเรคยาวิก และบนลานโล่งท่ามกลางป่าเขียวในหุบเขาแอสเบอร์กิ แถมด้วยภาพการเล่นดนตรีอย่างเป็นกันเองในหมู่เพื่อนและญาติพี่น้องในร้านอาหารของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งหนังเสนอภาพการแสดงดนตรีโดยแบ่งตามสถานที่ ทั้งที่มีผู้ชมและเล่นกันเองตามลำพัง ถ่ายทอดให้เห็นบรรยากาศอันเงียบสงบ รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของผู้คนซึ่งมีทุกเพศวัยตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา จำนวนไม่น้อยอุ้มลูกจูงหลานราวกับมาร่วมในงานรื่นเริงประจำท้องถิ่น ภูมิทัศน์ของเมืองดูร่มเย็น บ้านเรือนสีสันสดใส เห็นเทือกภูโอบล้อมอยู่ไม่ไกล บนยอดเขาปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะ พ้นขึ้นไปเป็นท้องฟ้าครึ้มคราม บ้างเป็นสีแดงส้มของพลบค่ำบางครั้งพวกเขาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง รอบทิศไร้สิ่งปลูกสร้าง หนังตัดสลับภาพการแสดงด้วยทัศนียภาพหลากหลายแห่งดินแดนชายทะเล ทั้งที่ราบเวิ้งว้างกว้างใหญ่ เห็นธารน้ำเล็กๆ รินไหล ทะเลสาบนิ่งสงบสะท้องเงา ภูเขาสีเทาทอดยาวสุดสายตา บ้างกางกั้นราวฉากแห่งเวทีธรรมชาติที่รองรับเวทีการแสดงของพวกเขาอีกชั้นหนึ่ง นอกจากองค์ประกอบด้านภาพ ทั้งภาพการแสดง ผู้คน และธรรมชาติซึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือบทเพลงของซิเกอร์ รอส ที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่เสียงร้องแผดหวานล่องลอยของ จอน เบอร์กิสสัน คลอเคล้าด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีหลากชนิด ทั้งเปียโน ออร์แกน ชุดเครื่องสีประเภทไวโอลิน ชุดเครื่องเป่าที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันในบางเพลง รวมไปถึงเสียงกังวานใสของเครื่องเคาะชื่อ "กลอคเค็นสปิล" ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในหลายบทเพลง ท่วงทำนองอ้อยสร้อย-เร่งเร้าสอดผสานเรียบเรียงอย่างลงตัวและสวยงาม ราวถูกสะกดตรึงด้วยความรู้สึกโปร่งเบาดื่มด่ำเมื่อบทเพลงดังกล่าวมาพบกับภาพอันสุขสงบงดงาม ประสบการณ์ทางความรู้สึกอันสุดวิเศษจึงเกิดขึ้นตามมากระทั่งดินแดนน้ำแข็งอันไกลโพ้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาอบอุ่นอยู่ในใจเรานี่เอง...หน้า 23
ขณะกำลังตั้งท่าเขียนต้นฉบับสัปดาห์นี้...พาดหัวข่าวหนึ่งในหนังสือพิมพ์ทำให้ผู้เขียนต้องหยุดอ่านด้วยความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีแง่มุมเกี่ยวเนื่องกับหนังที่ตั้งใจจะเขียนพอดีเนื้อข่าวระบุว่า ไอซ์แลนด์ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสงบสุขมากที่สุดในโลก จากการสำรวจของสถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index) ประจำปี 2008หนังเรื่อง Heima (2007) สะท้อนภาพความสงบสุขดังกล่าวได้อย่างดีอันที่จริง Heima ไม่ใช่หนังธรรมดาทั่วไป แต่เป็นหนังสารคดีที่มีรูปแบบของหนังคอนเสิร์ต โดยศิลปินหรือวงดนตรีต้นเรื่องคือ ซิเกอร์ รอส (Sigur Ros) วงโพสต์-ร็อคสัญชาติไอซ์แลนดิกความพิเศษลำดับต่อมาคือ หนังคอนเสิร์ตเรื่องนี้ต่างจากหนังคอนเสิร์ตเรื่องอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้เป็นบันทึกการทัวร์แสดงสดเต็มรูปแบบทั่วประเทศหรือรอบโลก แต่เป็นการตระเวนเล่นดนตรีตามชุมชนหรือสถานที่ห่างไกลรอบเกาะไอซ์แลนด์โดยไม่คิดค่าเข้าชมและไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เอิกเกริกภาพวิวทิวทัศน์ ชุมชน และผู้คนจากสถานที่ต่างๆ นี่เองที่แสดงให้เห็นถึงความสุข สงบ และสวยงาม...ที่ปกคลุมทั่วดินแดนน้ำแข็งแห่งยุโรปเหนือ
ขณะที่บทเพลงไหวว้าง-นิ่งลึกของซิเกอร์ รอส ร่วมสะกดผสานความรู้สึกนั้นสนิทแน่นเป็นหนึ่งเดียวหนังกำกับโดย ดีน เดอบลัวส์ นักทำหนังชาวแคนาเดียน เริ่มต้นบทบันทึกในเดือนกรกฎาคม ปี 2006 หลังจากซิเกอร์ รอส เสร็จสิ้นทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกโปรโมตอัลบั้ม Takk… ตั้งแต่นิวซีแลนด์ถึงอเมริกาเหนือ พวกเขาเดินทางกลับบ้านเกิดแล้วใช้เวลา 2 สัปดาห์ ตระเวนเล่นฟรีคอนเสิร์ตโดยเดินทางไปเงียบๆ ตามเมืองเล็กๆ ชายทะเลรอบเกาะไอซ์แลนด์...เป็นที่มาของชื่อหนัง Heima ซึ่งแปลว่า "บ้าน"นัยว่าเป็นการย้อนคืนสู่จุดเริ่มต้นของพวกเขา ไม่ว่าจะในความหมายของสถานที่ หรือหมายถึงความธรรมดาสามัญซึ่งสูญเสียไปหลังจากชื่อเสียงความสำเร็จที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วการแสดงสดแบบเรียบง่ายจัดขึ้นใน 6 เมือง ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเวทีกลางเมืองกลางสายหมอก โรงงานปลาเฮอริ่งเก่าในเมืองอุตสาหกรรมประมงที่ถูกปล่อยร้างหลังจากไม่มีปลาในทะเล เวทีทุ่งหญ้าห้อมล้อมด้วยประติมากรรมหุ่นหน้าตาประหลาด ในหอประชุมขนาดเล็ก ร่วมเล่นกับวงดุริยางค์ประจำเมือง กับนักร้องเพลงสวด และเล่นดนตรีอะคูสติคบนที่ราบกลางเทือกเขาเพื่อประท้วงการสร้างเขื่อน (ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนั้นจมอยู่ใต้น้ำแล้ว)
มีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ 2 ครั้ง ในกรุงเรคยาวิก และบนลานโล่งท่ามกลางป่าเขียวในหุบเขาแอสเบอร์กิ แถมด้วยภาพการเล่นดนตรีอย่างเป็นกันเองในหมู่เพื่อนและญาติพี่น้องในร้านอาหารของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งหนังเสนอภาพการแสดงดนตรีโดยแบ่งตามสถานที่ ทั้งที่มีผู้ชมและเล่นกันเองตามลำพัง ถ่ายทอดให้เห็นบรรยากาศอันเงียบสงบ รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของผู้คนซึ่งมีทุกเพศวัยตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา จำนวนไม่น้อยอุ้มลูกจูงหลานราวกับมาร่วมในงานรื่นเริงประจำท้องถิ่น ภูมิทัศน์ของเมืองดูร่มเย็น บ้านเรือนสีสันสดใส เห็นเทือกภูโอบล้อมอยู่ไม่ไกล บนยอดเขาปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะ พ้นขึ้นไปเป็นท้องฟ้าครึ้มคราม บ้างเป็นสีแดงส้มของพลบค่ำบางครั้งพวกเขาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง รอบทิศไร้สิ่งปลูกสร้าง หนังตัดสลับภาพการแสดงด้วยทัศนียภาพหลากหลายแห่งดินแดนชายทะเล ทั้งที่ราบเวิ้งว้างกว้างใหญ่ เห็นธารน้ำเล็กๆ รินไหล ทะเลสาบนิ่งสงบสะท้องเงา ภูเขาสีเทาทอดยาวสุดสายตา บ้างกางกั้นราวฉากแห่งเวทีธรรมชาติที่รองรับเวทีการแสดงของพวกเขาอีกชั้นหนึ่ง นอกจากองค์ประกอบด้านภาพ ทั้งภาพการแสดง ผู้คน และธรรมชาติซึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือบทเพลงของซิเกอร์ รอส ที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่เสียงร้องแผดหวานล่องลอยของ จอน เบอร์กิสสัน คลอเคล้าด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีหลากชนิด ทั้งเปียโน ออร์แกน ชุดเครื่องสีประเภทไวโอลิน ชุดเครื่องเป่าที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันในบางเพลง รวมไปถึงเสียงกังวานใสของเครื่องเคาะชื่อ "กลอคเค็นสปิล" ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในหลายบทเพลง ท่วงทำนองอ้อยสร้อย-เร่งเร้าสอดผสานเรียบเรียงอย่างลงตัวและสวยงาม ราวถูกสะกดตรึงด้วยความรู้สึกโปร่งเบาดื่มด่ำเมื่อบทเพลงดังกล่าวมาพบกับภาพอันสุขสงบงดงาม ประสบการณ์ทางความรู้สึกอันสุดวิเศษจึงเกิดขึ้นตามมากระทั่งดินแดนน้ำแข็งอันไกลโพ้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาอบอุ่นอยู่ในใจเรานี่เอง...หน้า 23
บ้านอาจสามารถ นครพนม จากมติชน
รู้จักชาวแสก เมืองนครพนมอุษาคเนย์ นงนวล รัตนประทีป
"นครพนม" เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง เรียกว่า "แสก" อาศัยอยู่ ชาวแสกมีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตเป็นอัตลักษณ์ผศ.สมชาย นิลอาธิ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยอุบล ราชธานี เป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมภาคอีสานของไทย เล่าให้ฟังในการบรรยายวัฒนธรรมชาวแสกในนครพนม ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ว่า ชาวแสก จ.นครพนม เป็นชนชาติน้อย มีวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาษาพูดเป็นของตัวเอง ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จากการที่ได้ศึกษา และสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ในอีสาน พบว่า ชาวแสก มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเวียดนามภาคเหนือ พอมีปัญหาต่างก็เคลื่อนย้ายกระจัดกระจายไปตามแถวชายแดนประเทศต่างๆ เช่น จีน ลาว และไทย ชาวแสกในปัจจุบันบางส่วนอยู่ตอนใต้ประเทศจีน ทางมณฑลยูนนาน เลี่ยงไปทางตะวันออกก็เข้าเขตกวางสี ในส่วนของลาวเข้าเขตตอนเหนือแขวงคำม่วน แขวงบอลิคำไซ และจากแขวงคำม่วนเข้ามาทางท่าแขกริมฝั่งแม่น้ำโขง จ.นครพนม ในภาคอีสาน
ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่า และประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการลาวเขียนไว้ น่าจะเป็นไปได้ว่าถิ่นเดิมของแสกมาจากเวียดนามเหนือ ใกล้กับเมืองเวียงไซ ซำเหนือ แขวงหัวพัน จากนั้นอพยพแตกกระจาย พวกหนึ่งเข้ามาทางแขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ ตอนกลางของลาว ผ่านมาทางหลักซาว นากาย ยมมะลาด มะหาไซ อีกส่วนหนึ่งข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาที่ท่าแขก จ.นครพนม คาดในราวรัชสมัยพระเจ้าปรา สาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนเริ่มตั้งถิ่นฐานที่บ้านอาจสามารถ อ.เมือง จ.นคร พนมผศ.สมชาย เล่าต่อว่า ปัจจุบันชาวแสกอาศัยอยู่ในภาคอีสาน มีอยู่ 4 หมู่บ้าน ในจ.นครพนม คือ บ้านอาจสามารถ และบ้านไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครพนม ที่บ้านมะหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม และบ้านดอนสมอ ต.ท่าบ่อสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นคร พนม สำหรับบ้านอาจสามารถ อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมแค่ประมาณ 5 กิโลเมตร ถือเป็นชนชาติ หรือชนเผ่าส่วนน้อย ส่วนคำว่าแสกนั้น จากการศึกษาของนักวิชาการลาว ก็ระบุว่าไม่มีใครรู้ความหมายของคำว่า "แสก" รู้แต่ว่าคนเผ่าอื่นเรียกกันและทางการก็ใช้คำว่าแสก
จากอีกหลักฐานที่พบ อาจเป็นไปได้ว่าพวกแสกอพยพหนีภัยการคุกคามของญวน เข้าไปอยู่ในเขตเมืองคำเกิด คำม่วน แต่เนื่องจากสำเนียงภาษาพูดแปร่งจากคนกลุ่มอื่นๆ ที่เข้าไป "แทรก" อาศัยอยู่กับพวกญ้อ ผู้ไท พวน แทนที่จะเรียกพวก "แซก" เลยกลายเป็น "แสก" จุดเด่นของชาวแสกคือ พิธีกรรม ดังที่ที่บ้านอาจสามารถมีพิธี "กินเตดเดน" บางครั้งเรียกว่า "เลี้ยงเดน" จะมีศาลเจ้าพ่อ "เดนหวั่วโองมู้" ชาวแสกจะนำข้าว เนื้อควาย ไปเซ่นไหว้ที่ศาล ในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 จัดพิธีเลี้ยงช่วงเช้าเป็นต้นไป เป็นผีประจำเผ่า โดยคำว่า "กินเตดเดน" เป็นภาษาเวียด คำว่า "เตด" คือ "ตรุษ" เป็นที่รู้กันว่า "ตรุษแสก" สำหรับภาษาเขียนของชาวแสก พบว่าไม่มีตัวอักษรที่เป็นตัว ร เลย แต่จะมีภาษาปากที่ใช้อยู่ในกลุ่มของตนเท่านั้นเมื่อติดต่อกับคนภายนอกจะใช้ภาษาลาวเป็นหลัก แต่ก็มีภาษาชนเผ่าอื่นปนอยู่เช่นกัน คนกลุ่มภาษาตระกูลไทยลาวจะฟังภาษาแสกเข้าใจประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และหากประเมินทัศนะของแสกแล้ว จะพบว่ามีหลายภาษาปนอยู่ คือ ภาษาแสก ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ภาษาลาว 30 เปอร์เซ็นต์ และภาษาเวียดนาม 10 เปอร์ เซ็นต์ อีกทั้งในพิธีเลี้ยงนี้จะพิธีเต้น "สาก" เดิมจะมีแต่ผู้หญิงที่เต้นเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ชายร่วมเต้นด้วยส่วนชาวแสกที่บ้านไผ่ล้อม ต.อาจสามารถ มีพิธีกรรม "เสี่ยงหอย" เพื่ออธิษฐานขอฟ้าฝน โดยใช้หอยขม หรือหอยจูบ 3 ตัว ชาวแสกเรียกว่า "เสี่ยงโอก" ทำในตอนเย็น หรือประมาณ 1 ทุ่ม ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 สำหรับการแต่งตัวของชาวแสกจะคล้าย "ลาวโซ่ง" หรือ "ลาวดำ" เพราะการท่อผ้ายอมสีจะคล้ายกัน พื้นเดิมอยู่ที่ นาแมว นาบึก หัวพัน ส่วนใหญ่จะเป็น "ผู้ไทดำ" หรือ ลาวโซ่ง นี่เป็นส่วนหนึ่งของชาวแสกที่ถูกนำมาถ่ายทอดในเบื้องต้น เชื่อว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมากมายให้ค้นหาสำหรับชาติพันธุ์นี้ ต่างเกี่ยวข้องดองเป็นเครือญาติกันในภูมิภาค
"นครพนม" เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง เรียกว่า "แสก" อาศัยอยู่ ชาวแสกมีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตเป็นอัตลักษณ์ผศ.สมชาย นิลอาธิ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยอุบล ราชธานี เป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมภาคอีสานของไทย เล่าให้ฟังในการบรรยายวัฒนธรรมชาวแสกในนครพนม ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ว่า ชาวแสก จ.นครพนม เป็นชนชาติน้อย มีวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาษาพูดเป็นของตัวเอง ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จากการที่ได้ศึกษา และสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ในอีสาน พบว่า ชาวแสก มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเวียดนามภาคเหนือ พอมีปัญหาต่างก็เคลื่อนย้ายกระจัดกระจายไปตามแถวชายแดนประเทศต่างๆ เช่น จีน ลาว และไทย ชาวแสกในปัจจุบันบางส่วนอยู่ตอนใต้ประเทศจีน ทางมณฑลยูนนาน เลี่ยงไปทางตะวันออกก็เข้าเขตกวางสี ในส่วนของลาวเข้าเขตตอนเหนือแขวงคำม่วน แขวงบอลิคำไซ และจากแขวงคำม่วนเข้ามาทางท่าแขกริมฝั่งแม่น้ำโขง จ.นครพนม ในภาคอีสาน
ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่า และประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการลาวเขียนไว้ น่าจะเป็นไปได้ว่าถิ่นเดิมของแสกมาจากเวียดนามเหนือ ใกล้กับเมืองเวียงไซ ซำเหนือ แขวงหัวพัน จากนั้นอพยพแตกกระจาย พวกหนึ่งเข้ามาทางแขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ ตอนกลางของลาว ผ่านมาทางหลักซาว นากาย ยมมะลาด มะหาไซ อีกส่วนหนึ่งข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาที่ท่าแขก จ.นครพนม คาดในราวรัชสมัยพระเจ้าปรา สาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนเริ่มตั้งถิ่นฐานที่บ้านอาจสามารถ อ.เมือง จ.นคร พนมผศ.สมชาย เล่าต่อว่า ปัจจุบันชาวแสกอาศัยอยู่ในภาคอีสาน มีอยู่ 4 หมู่บ้าน ในจ.นครพนม คือ บ้านอาจสามารถ และบ้านไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครพนม ที่บ้านมะหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม และบ้านดอนสมอ ต.ท่าบ่อสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นคร พนม สำหรับบ้านอาจสามารถ อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมแค่ประมาณ 5 กิโลเมตร ถือเป็นชนชาติ หรือชนเผ่าส่วนน้อย ส่วนคำว่าแสกนั้น จากการศึกษาของนักวิชาการลาว ก็ระบุว่าไม่มีใครรู้ความหมายของคำว่า "แสก" รู้แต่ว่าคนเผ่าอื่นเรียกกันและทางการก็ใช้คำว่าแสก
จากอีกหลักฐานที่พบ อาจเป็นไปได้ว่าพวกแสกอพยพหนีภัยการคุกคามของญวน เข้าไปอยู่ในเขตเมืองคำเกิด คำม่วน แต่เนื่องจากสำเนียงภาษาพูดแปร่งจากคนกลุ่มอื่นๆ ที่เข้าไป "แทรก" อาศัยอยู่กับพวกญ้อ ผู้ไท พวน แทนที่จะเรียกพวก "แซก" เลยกลายเป็น "แสก" จุดเด่นของชาวแสกคือ พิธีกรรม ดังที่ที่บ้านอาจสามารถมีพิธี "กินเตดเดน" บางครั้งเรียกว่า "เลี้ยงเดน" จะมีศาลเจ้าพ่อ "เดนหวั่วโองมู้" ชาวแสกจะนำข้าว เนื้อควาย ไปเซ่นไหว้ที่ศาล ในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 จัดพิธีเลี้ยงช่วงเช้าเป็นต้นไป เป็นผีประจำเผ่า โดยคำว่า "กินเตดเดน" เป็นภาษาเวียด คำว่า "เตด" คือ "ตรุษ" เป็นที่รู้กันว่า "ตรุษแสก" สำหรับภาษาเขียนของชาวแสก พบว่าไม่มีตัวอักษรที่เป็นตัว ร เลย แต่จะมีภาษาปากที่ใช้อยู่ในกลุ่มของตนเท่านั้นเมื่อติดต่อกับคนภายนอกจะใช้ภาษาลาวเป็นหลัก แต่ก็มีภาษาชนเผ่าอื่นปนอยู่เช่นกัน คนกลุ่มภาษาตระกูลไทยลาวจะฟังภาษาแสกเข้าใจประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และหากประเมินทัศนะของแสกแล้ว จะพบว่ามีหลายภาษาปนอยู่ คือ ภาษาแสก ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ภาษาลาว 30 เปอร์เซ็นต์ และภาษาเวียดนาม 10 เปอร์ เซ็นต์ อีกทั้งในพิธีเลี้ยงนี้จะพิธีเต้น "สาก" เดิมจะมีแต่ผู้หญิงที่เต้นเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ชายร่วมเต้นด้วยส่วนชาวแสกที่บ้านไผ่ล้อม ต.อาจสามารถ มีพิธีกรรม "เสี่ยงหอย" เพื่ออธิษฐานขอฟ้าฝน โดยใช้หอยขม หรือหอยจูบ 3 ตัว ชาวแสกเรียกว่า "เสี่ยงโอก" ทำในตอนเย็น หรือประมาณ 1 ทุ่ม ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 สำหรับการแต่งตัวของชาวแสกจะคล้าย "ลาวโซ่ง" หรือ "ลาวดำ" เพราะการท่อผ้ายอมสีจะคล้ายกัน พื้นเดิมอยู่ที่ นาแมว นาบึก หัวพัน ส่วนใหญ่จะเป็น "ผู้ไทดำ" หรือ ลาวโซ่ง นี่เป็นส่วนหนึ่งของชาวแสกที่ถูกนำมาถ่ายทอดในเบื้องต้น เชื่อว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมากมายให้ค้นหาสำหรับชาติพันธุ์นี้ ต่างเกี่ยวข้องดองเป็นเครือญาติกันในภูมิภาค
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
FW: ข่าวบ้านเมือง
From: sompobe@msn.com
To: sompope2006@hotmail.com; sompope_work@hotmail.com; sompope.sompope2007@blogger.com
Subject: ข่าวบ้านเมือง
Date: Wed, 21 May 2008 07:45:14 +0700
หมวดข่าว / ข่าวออนไลน์
โดย บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อเวลา 10:09:00 วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2551 รองนายกเล็กเมืองอำนาจฯ โต้กระแสข่าวนายกโดนใบแดง
รองนายกเล็กเมืองอำนาจฯ โต้กระแสข่าวนายกโดนใบแดง
อำนาจเจริญ/ ตามที่มีข่าวออกมาตลอดเวลา ว่า นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ถูก กกต. กลาง กทม.ให้ใบแดง และยุติบทบาทการบริหารงานเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความสับสนแก่ประชาชนชาวเทศบาลเมืองอำนาจเจริญเป็นอย่างมาก
นางพวงคำ สวัสดี รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอำนาจเจริญและที่ปรึกษากลุ่มอิสระอำนาจเจริญ เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ได้รับเรื่องไว้แล้ว เกี่ยวกับมีผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอำนาจเจริญเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการทุจรติการเลือกตั้ง และได้มีหนังสือถึงนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ เมื่อต้นเดือน พ.ค.51ให้ระงับการทำงานของนายกจนกว่าศาลจะตัดสิน ระหว่างนี้คณะบริหาร คือรองนายกเทศบาลฯ ทั้ง 2 คน ได้ปฏิบัติราชการแทนไปก่อน หากผลออกมาว่าถูกใบเหลืองหรือใบแดง จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งกลุ่มอิสระอำนาจเจริญ นายวิชัย บุญเสริฐ หัวหน้ากลุ่ม และนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอำนาจเจริญที่เป็นฝ่ายบริหารในปัจจุบันและมี ส.ท.ในสังกัด 15 คนจากทั้งหมด 18 คน ก็จะมีการประชุมหารือกันอีกครั้ง ว่าจะส่งใครลงสมัครนายกเทศบาลฯ ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนและต้องการให้ตนลงสมัครในนามกลุ่มอิสระอำนาจเจริญ แทนนายกวิชัย บุญเสริฐ หัวหน้ากลุ่ม ซึ่งตนก็พร้อมเต็มที่ แต่จะต้องได้รับเสียงประชามติจากสมาชิกกลุ่มก่อนจึงจะตัดสินใจอีกครั้ง
ติดตามข่าวสาร สาระบันเทิง กีฬา และอื่นๆ ที่ MSN Thailand Homepage MSN Thailand Homepage
FW: ข่าวมติชน
From: sompobe@msn.com
To: sompope.sompope2007@blogger.com; sompope_work@hotmail.com; sompope2006@hotmail.com
Subject: ข่าวมติชน
Date: Wed, 21 May 2008 07:52:11 +0700
วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11019
กกต.กลางสั่งฟ้าผ่า ให้นายกเมืองอำนาจฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่
นางพวงคำ สวัสดี รองนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ คนที่ 1 เปิดเผยว่า เทศบาลได้รับหนังสือคำสั่งด่วนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลาง ให้นายวิชัย บุญเสริฐ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ หยุดปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 หลังเข้าปฏิบัติงานหลังเกือบ 1 ปี และให้ตนรักษาการแทนนายวิชัย เนื่องจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2550 ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์คำสั่ง ซึ่งตนจะไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่ศาลอุทธรณ์ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนงานทุกอย่างของเทศบาลสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังประชาชนในพื้นที่ทราบข่าว ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจมีใบเหลืองใบแดงจากการเลือกนายกและสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) อำนาจเจริญหลายรายอย่างแน่นอน ทำให้บรรยากาศการเมืองเป็นไปอย่างคึกคัก โดยบางกลุ่มเตรียมเปิดตัวหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งซ่อมแล้ว
(กรอบบ่าย)
แต่งบล็อกใน Space ของคุณง่ายๆ ด้วย Windows Live Writer Windows Live Writer
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


